posttoday
แคร์รีเทรดหยวนเจ็บหนัก หั่นค่าเงินทำขาดทุนยับ

แคร์รีเทรดหยวนเจ็บหนัก หั่นค่าเงินทำขาดทุนยับ

27 สิงหาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

นับตั้งแต่สถานการณ์ฟองสบู่แตกในตลาดหุ้นไปจนถึงการตัดสินใจปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนนโยบายอย่างเกรี้ยวกราด ต้องถือว่าจีนกำลังสั่งสอนให้นักลงทุนต่างชาติรู้ว่า การเข้ามาหากำไรใน “ถ้ำมังกร” แห่งนี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เข้าใจกัน

การลงทุนในจีนก็เหมือนกับการลงทุนทั่วทุกมุมโลกคือ ไม่อาจปฏิเสธความผันผวนได้ ไม่ว่ารัฐบาลจีนจะมีศักยภาพในการแทรกแซงเพื่อพยุงตลาดได้ขนาดไหนก็ตาม และอีกหนึ่งบทเรียนที่จีนเพิ่มให้แก่นักลงทุนทั่วโลกคือไม่ควร “แคร์รีเทรด” เงินหยวนอีกต่อไป

แคร์รีเทรดหมายถึงการกู้เงินจากประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปลงทุนในประเทศที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง ส่วนนักลงทุนจะได้กำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยของ 2 ประเทศ

ในมุมหนึ่งนักลงทุนสามารถสร้างผลกำไรได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีทุนเลย แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากหากอัตราแลกเปลี่ยนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจะทำให้มีโอกาสขาดทุนสูงมาก มิหนำซ้ำยังต้องแบกรับภาระการใช้หนี้จากการกู้ไปลงทุนในต่างประเทศอีกด้วย

การลงทุนแบบแคร์รีเทรดนี่เองที่เคยเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้วิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 แผ่ขยายไปทั่วโลกจากการที่นักลงทุนต่างชาติกู้เงินจากสถาบันการเงินในบ้านตัวเองเข้ามาลงทุนในประเทศไทยที่เศรษฐกิจกำลังร้อนแรง เมื่อวิกฤตปะทุขึ้นนักลงทุนต่างชาตินอกจากจะขาดทุนแล้วยังไม่สามารถชดใช้เงินกู้ได้อีกด้วยจนเกิดสภาพล้มละลายในที่สุด

ย้อนกลับมาในยุคปัจจุบัน สภาพเงินหยวนที่ค่อนข้างมั่นคงจากมาตรการควบคุมของรัฐบาลจีนทั้งการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ราว 6.2 หยวน/เหรียญสหรัฐ การตั้งกรอบควบคุมไม่ให้เงินหยวนผันผวนเกิน 2% ทำให้นักลงทุนแคร์รีเทรดค่อนข้างมั่นใจในการลงทุนในเงินหยวน

ปรากฏว่าการลงทุนแคร์รีเทรดมีมูลค่าสูงถึง 5.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 190.8 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว ขณะที่ในดอยช์แบงก์ประเมินว่านับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา น่าจะมีเงินเข้าลงทุนในหยวนแคร์รีเทรดถึงราว 8 แสนล้านหยวน (ราว 4.447 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์แคร์รีเทรดในจีนดำเนินมาตรการสุดช็อกตลาดอย่างที่ไม่มีการคาดการณ์มาก่อน ด้วยการติดใจปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนนโยบายหยวนต่อเหรียญสหรัฐถึง 3 ครั้ง ภายใน 1 สัปดาห์ ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินหยวนที่อยู่ที่ 6.2 หยวน/เหรียญสหรัฐ เป็น 6.4 หยวน/เหรียญสหรัฐ อย่างรวดเร็ว เพื่อกระตุ้นการส่งออกที่ซบเซา

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ยังตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลงอีก 0.25% ลงมาอยู่ที่ 4.6% ถือเป็นการตัดสินใจลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 นับตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว

ทำให้ถึงแม้การลงทุนในจีนจะให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ ทว่าค่าเงินหยวนที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงก็กลบส่วนต่างไปจนหมด เมื่อแลกผลตอบแทนที่ได้ในสกุลเงินหยวนกลับเป็นสกุลเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นย่อมทำให้ผลตอบแทนลดลง บางครั้งอาจถึงขั้นขาดทุนเลยทีเดียว

ผลที่ตามมาคือความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินหยวนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนแบบแคร์รีเทรดแทบจะเรียกได้ว่า “ขาดทุนยับ” เลยทีเดียว ตามข้อมูลจากบลูมเบิร์ก การแคร์รีเทรดเงินหยวนด้วยการกู้จากยูโรขาดทุนถึง 7% ขณะที่การกู้จากเหรียญสหรัฐขาดทุนถึง 3% จากเดิมที่จะได้กำไรราว 4%

โจเซฟ คาปูร์โซ นักกลยุทธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนของคอมมอนเวลธ์แบงก์ในออสเตรเลียแสดงความเห็นว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงที่เลวร้ายสำหรับการลงทุนแบบแคร์รีเทรด สภาพความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ยุคทองของแคร์รีเทรดจบลงไปแล้ว

สอดรับการรายงานของ เจ.พี.มอร์แกน และฝ่ายจัดการสินทรัพย์ของแบงก์ออฟไชน่า ที่ระบุว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนในแคร์รีเทรดได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ดอยช์แบงก์ประเมินว่า ผลตอบแทนแคร์รีเทรดเงินหยวนลดฮวบถึง 13% ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นปีที่แย่ที่สุดสำหรับการลงทุนแคร์รีเทรดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตปี 2008

ที่แย่ที่สุดคือไม่เฉพาะแต่แคร์รีเทรดในจีนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรง แต่ยังรวมไปถึงการลงทุนแบบแคร์รีเทรดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และในเอเชียอีกด้วย

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า สาเหตุหลักที่ทำให้จีนจำเป็นต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช็อกไปทั่วโลกนั้นเพราะว่าสภาพเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันนั้นอยู่ในภาวะชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษที่ราว 7% ต่อปี ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าการเติบโตของจีนในปีนี้น่าจะอยู่ที่ราว 6.8% เท่านั้น

แม้อัตราการเติบโตดังกล่าวจะเป็นที่น่าอิจฉาสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทว่าในความเป็นจริงหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 5% ต่อปี ก็เพียงพอจะทำให้อัตราจ้างงานลดลงแล้ว ซึ่งจะก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคมต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนกังวลเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ การอ่อนลงของค่าเงินหยวนยังส่งผลให้ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลงตามไปด้วย

ทั้งนี้ โดยปกติแล้วเมื่อค่าเงินหยวนอ่อนลงจะผลักดันให้ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่แข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม ความกังวลว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะส่งออกไปจีนได้น้อยลง ส่งผลให้นักลงทุนแห่กันถอนทุนออกจนเกิดภาวะเงินทุนไหลออกและค่าเงินอ่อนลงในที่สุด

บลูมเบิร์กรายงานว่า หนึ่งในการแคร์รีเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ การกู้เงินในรูปแบบสกุลเงินหยวนไปลงทุนใน

เหรียญออสเตรเลีย เนื่องจากการกู้ในสกุลเงินเยนมีต้นทุนต่ำเกือบ 0% ขณะที่ผลตอบแทนการลงทุนในออสเตรเลียอยู่ที่ 2.5% 

อย่างไรก็ตาม การแคร์รีเทรดในรูปแบบดังกล่าว กลับเริ่มขาดทุนตามการชะลอตัวในเศรษฐกิจจีน ซึ่งกดให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะถ่านหิน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของออสเตรเลียอ่อนค่าลง ส่งผลให้การลงทุนแบบแคร์รีเทรดขาดทุนถึงไปแล้ว 6% ในเดือนนี้ จากเดิมที่ขาดทุนแล้ว 4% ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2015

คริสเตียน กาสิคอฟ นักวิเคราะห์เชิงปริมาณของซิตี้กรุ๊ปในลอนดอน แสดงความเห็นว่า การลงทุนแบบแคร์รีเทรดในปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะกดดันจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนแอและส่งผลให้เป็นเรื่องยากที่จะหาผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยน

ทั้งนี้ สภาพความวุ่นวายในจีนกำลังกลายเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดการเติบโตไม่เฉพาะในโลกการลงทุนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในสภาพเศรษฐกิจจริงด้วย โดยซิตี้แบงก์ประเมินว่าการเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชียจะอยู่ที่ราว 6% เท่านั้น ซึ่งปรับลดลงมาจากการคาดการณ์เดิมที่ 6.1%

การลงทุนทั่วโลกยังคงอยู่ในความเสี่ยงตราบใดที่สภาพเศรษฐกิจจีนยังอยู่ในความไม่มั่นคงเช่นนี้

จึงถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่จีนให้แก่นักลงทุนว่าการลงทุนในแดนมังกรแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เข้าใจกัน นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังมีแนวโน้มที่จะให้เสรีภาพแก่เงินหยวนรวมถึงตลาดทุนด้วย การลงทุนในแดนมังกรนับแต่นี้ต่อไปจะต้องมีความผันผวนมากขึ้นอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท