
ขอ 5 ปีประชาธิปไตยเต็มใบ
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จัดกิจกรรม “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน”
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จัดกิจกรรม “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน” เมื่อวันที่ 26 ส.ค. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่จะใช้เป็นเข็มทิศเดินหน้าประเทศต่อจากนี้
ประเด็นคำถาม อาทิ “เหตุใดถึงคิดว่าคนไทยควรเลือกรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้” โดย “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ให้เหตุผล 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.สามารถแก้ปัญหาของบ้านเมืองในอดีตได้ตามเหตุผลที่กรรมาธิการฯ ได้ชี้แจง 2. มีความก้าวหน้ากว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 โดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ 3.ก่อให้เกิดการปฏิรูปตามเสียงเรียกร้องของทุกฝ่ายที่มีมาก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557
“รัฐธรรมนูญต้องแก้ปัญหาในอดีตก้าวหน้ากว่ารัฐธรรมนูญเก่า ก่อให้เกิดความสมหวังปฏิรูป ไม่ได้จบไปเป็นเพียงวาทกรรมและถ้าผมในฐานะประชาชนคนหนึ่งจะใช้เหตุผลนี้ในการรับหรือไม่ เพราะถ้าเป็นนักการเมืองจะให้ความสำคัญแก้ปัญหาอดีตน้อยกว่า ก้าวหน้าน้อยกว่า หรือไม่สนใจปฏิรูป เพราะฝ่ายการเมืองวิจารณ์ถึงโครงสร้างอำนาจ เช่น สส. สว.มายังไง กรรมการยุทธศาสตร์ฯ แย่งอำนาจรัฐซึ่งไม่เกี่ยวกับประชาชน ซึ่งคิดว่า 3 ข้อนี้เป็นเกณฑ์หลัก” บวรศักดิ์ กล่าว
ประธาน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวอีกว่า การทำรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย คือการแก้ไขความขัดแย้งของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ผ่านมา และเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่ทางตันและการฉีกรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสภาพสังคมไทยหากเปรียบช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าทางซ้ายคือประชาธิปไตยแบบตะวันตกเต็มรูปที่มีความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง ทางขวาคือสังคมไทยที่อยู่ภายใต้การรัฐประหาร มีรัฏฐาธิปัตย์และใช้อำนาจเด็ดขาด ซึ่งกรณีของระบอบรัฏฐาธิปัตย์ที่ไม่เป็นที่ยอมรับของสากลหากจะอยู่ตลอดไป
ดังนั้น ร่างรัฐธรรมนูญที่ยกร่างต้องสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับสังคมไทย คือ ประชาธิปไตยแบบตะวันตกเต็มที่ ที่มีการเลือกตั้ง สส. และเลือกตั้ง สว. เมื่อพ้น 5 ปีไปแล้ว ส่วนตอนนี้ขอสร้างประชาธิปไตยแบบเปลี่ยนผ่านจากรัฏฐาธิปัตย์ไปสู่ประชาธิปไตยเปลี่ยนผ่าน โดยมีคณะกรรมการฯ ที่เป็นองค์กรชั่วคราว 5 ปีกำกับดูแล
“สัญญาณของความขัดแย้งมีความชัด เพราะฟังผู้นำของทั้งสองพรรคการเมืองก็พูดภาษาเดิม เหมือนปี 2548–2549 และปี 2556-2557 โดยพรรคหนึ่งบอกว่าสองมาตรฐานไม่มีนิติรัฐ นิติธรรม ไม่เคารพประชาธิปไตย อีกพรรคบอกว่า ปรองดองแบบนี้ก็มีแต่ฮั้วกัน ตั้งโจทย์ผิด ซึ่งเป็นคำพูดที่เป็นแผ่นเสียงตกร่อง ซึ่งหากจะเอาประชาธิปไตยเต็มที่ก็กลับไปสู่วงเวียนความขัดแย้งแบบเดิม” บวรศักดิ์ กล่าว
ในระหว่างนี้ต้องสร้างประชา ธิปไตยเปลี่ยนผ่านจากระบอบ รัฏฐาธิปัตย์ไปสู่ประชาธิปไตยเปลี่ยนผ่าน โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) มาทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป และกำกับการปฏิรูปไปได้ รวมทั้งสร้างความปรองดองคู่ขนานไปกับรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หากรัฐบาลปกติคุมสถานการณ์ไม่อยู่ ก็สามารถใช้อำนาจพิเศษนั้นได้โดยไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญครั้งที่ 3 ภายใน 10 ปี
“องค์กรนี้ชั่วคราวและไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มที่ กึ่งๆ แต่มีประธานสภา ประธานวุฒิสภา อดีตประธานสภาและประธานวุฒิ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 61 คน เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เพื่อดูแลไม่ให้ประชาชนกลับไปฆ่ากัน”
บวรศักดิ์ อธิบายความหมายประชาธิปไตยเปลี่ยนผ่าน คือต้องการไม่ให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงและเสริมสร้างความปรองดอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเสนอคำถามประชามติ ว่าประชาชนต้องการรัฐบาลปรองดองแห่งชาติหรือไม่ เพื่อให้สองพรรคใหญ่ได้ร่วมกันทำงาน อีกทั้งเพื่อผลักดันให้กลไกการปฏิรูปและส่งต่อประชาธิปไตยเต็มรูปแบบภายหลัง 5 ปีไปแล้ว &O5532;ขณะที่ “คำนูณ สิทธิสมาน”
โฆษก กมธ.ยกร่างฯ อธิบายว่า ที่ผ่านมาประเทศเกิดความขัดแย้งจนทำให้แบ่งความคิดของประชาชนออกเป็นสองฝ่าย แม้กระทั่งเสียงคัดค้าน กมธ.ยกร่างฯ ในปัจจุบันก็มาจากปัญหา 10 ปีที่ผ่านมา เช่น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาธิปไตยน้อยไป หรือควรให้มีการเปลี่ยนแปลงก่อนเลือกตั้ง
“ก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 เรามีการชุมนุมทุกฝ่ายทุกสี ค้างคืนต่อเนื่อง ปิดถนน ปิดสถานที่ราชการ รวมแล้ว 701 วัน หรือ 1 ใน 4 ของเวลาทั้งหมด หรือ 2 ใน 8 ปี จนพัฒนาการชุมนุมที่ยาวนานกลายมามีกองกำลังเป็นของตัวเองและจัดให้มีการเลือกตั้งไม่ได้ 2 ครั้ง ทำให้รัฐธรรมนูญต้องตอบโจทย์เพื่อหยุดวิกฤตบ้านเมืองและเดินต่อไปไม่หยุดนิ่ง” คำนูณ ระบุ
อย่างไรก็ตาม ร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาตอบโจทย์ประเทศได้หรือไม่ ไม่สามารถตอบได้ แต่การแก้ปัญหาประเทศได้วิเคราะห์รากฐานมาจากความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความขัดแย้งมาจากผลพวงเศรษฐกิจทุนนิยม แม้การชุมนุมทุกฝ่ายแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องเหมือนกัน คือ ปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลง
ส่วนร่างรัฐธรรมนูญประชา ธิปไตยเหมาะสมกับสังคมไทยรวมถึงตอบโจทย์ได้ ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญและถือเป็นหัวใจรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งไม่มีประเทศไหนเขียนไว้ คือ การปฏิรูปและสร้างความปรองดอง เพราะถือเป็นกลไกพิเศษในการบริหารราชการแผ่นดินและบัญญัติให้คงอยู่ 5 ปี หรือให้ต่อต้องเกินกึ่งหนึ่งจำนวนเสียงของสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งหมดนี้ สปช.จะเห็นชอบหรือไม่ ประชาชนจะให้ผ่านประชามติหรือไม่ อีกไม่นานรู้กัน







