
บทเรียนปล่อยกู้พวกพ้อง เงินผ่านมือยกก๊วน
คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเงินที่พิพากษาจำคุก ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ
คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเงินที่พิพากษาจำคุก ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงไทย วิโรจน์ นวลแข กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย มัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา อดีตกรรมการบริหาร ไพโรจน์ รัตนะโสภา กรรมการสินเชื่อ คนละ 18 ปี คณะกรรมการสินเชื่อ รวมถึงเจ้าของและผู้บริหารบริษัท กฤษดามหา นครกว่า 16 คน ฐานอนุมัติสินเชื่อกว่า 9.9 หมื่นล้านบาท ให้กับบริษัทในเครือกฤษดามหานคร 3 บริษัท อีกคนละ 12 ปี กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ในวงการธนาคาร
เนื่องจากไม่เพียงแต่ศาลตัดสินในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงาน ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ความผิด พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505, ความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และความผิด พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ในบทลงโทษสูงสุดเท่านั้่น
หากแต่เป็นการเอาผิดผู้ที่เกี่ยว ข้องแบบยกแผง ตั้งแต่คณะกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ รองกรรมการผู้จัดการ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการที่เป็นคณะกรรมการสินเชื่อ ยันเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อตามลำดับ
เรียกว่า เป็นการเอาผิดคนสั่งการยันคนปฏิบัติงานให้บรรลุผล
เพราะมีหลักฐานจากพยาน 2 คน คือ อุตตม สาวนายน อดีตกรรมการบริหาร ที่ปัจจุบันเป็น รมว.ไอซีที และชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ กรรมการบริหารในขณะนั้น ซึ่งเป็นกรรมการพิจารณาสินเชื่อธนาคารกรุงไทยว่า ก่อนการประชุมอนุมัติสินเชื่อให้กลุ่มบริษัท กฤษดามหานครทั้ง 3 บริษัทนั้น ร.ท.สุชาย ได้โทรศัพท์มาหาพยานและบอกว่า บิ๊กบอสหรือซูเปอร์บอสได้ดูดีแล้ว ไม่ให้คัดค้านการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัท
แม้พยานยังเบิกความไม่ชัดเจนว่า บิ๊กบอสหรือซูเปอร์บอส คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 หรือภรรยาของจำเลยที่ 1 กันแน่ แต่กระนั้นก็มีการอ้างถึงเงินจากเครือบริษัท
กฤษดามหานครโอนเข้าบัญชีบุตรของจำเลยที่ 1 และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 แต่ก็พบว่ากลุ่มคนดังกล่าวก็เกี่ยวพันกับภรรยาของจำเลยที่ 1 พยานจึงอาจเข้าใจตามความคิดของพยานเองว่า บิ๊กบอส หรือซูเปอร์บอส คือจำเลย พ.ต.ท. ทักษิณ
แถมยังมีการสั่งให้ชดใช้ความเสียหาย 1 หมื่นล้านบาทเศษ โดยให้บริษัท กฤษดามหานคร วิชัย กฤษดาธานนท์ รัชฎา กฤษดาธานนท์ ร่วมกันคืนเงิน 10,004,467,480 บาท ชดใช้ธนาคารกรุงไทย หากไม่พอให้เรียกเงินจากวิโรจน์ บริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น และไมตรี เหลืองนิมิตรมาศ ร่วมรับผิดการชดใช้เงิน หากไม่พอให้เรียกจากกลุ่มบุคคลที่เหลือตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังต้องติดตามเพิ่มเติม เนื่องจากภายหลังการปล่อยกู้ไป 9,900 ล้านบาท และมีการเบิกจ่ายเฉพาะสินเชื่อรีไฟแนนซ์กับสินเชื่อซื้อที่ดินรวม 8,500 ล้านบาท เงินก้อนดังกล่าวถูกนำไปใช้หนี้ธนาคารกรุงเทพเพื่อรีไฟแนนซ์ตามแผนที่แจ้งการกู้แค่ 4,450 ล้านบาท อีกประมาณ 4,000 ล้านบาท ถูกนำไปใช้หมุนเวียนในกลุ่มของลูกหนี้และพวกพ้องอย่างสะดวกโยธิน
วงเงิน 60 ล้านบาท นำไปเข้าบัญชีของบริษัท กฤษดาธานนท์ เงิน 35 ล้านบาท นำไปให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท กฤษดามหานคร ประกอบด้วย ชัยสิทธิ์ พิสุทธิ์ และนิรมล วิริยะเมตตากุล
เงินก้อนใหญ่นำไปเข้าบัญชีเงินฝากของวิชัย กฤษดาธานนท์ 300 ล้านบาท ในจำนวนนี้นำไปให้ วราลี บุนนาค ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น 145 ล้านบาท
ขณะที่เงินอีก 100 ล้านบาท ที่บริษัท อาร์เคฯ อ้างว่ากู้มาเพื่อซื้อที่ดินอยู่ในบัญชีเงินฝากของวิชัย
นอกจากนี้ เงินจากการปล่อยกู้ชุดนี้ยังมีการส่งผ่านไปในมือของ เกศินี จิปิภพ มารดา กาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร วันชัย หงษ์เหิน ในวงเงินประมาณ 21 ล้านบาท มานพ ทิวารี บิดา น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตนักการเมืองพรรคไทยรักไทย อีกประมาณ 155 ล้านบาท
ขณะที่มีเงินโอนเข้าไปพัวพันกับพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีไม่ต่ำกว่า 17 ล้านบาท รวมถึง ไอยคุปต์ กฤตบุญญาลัย แม้อัยการสูงสุดจะสั่งไม่ฟ้อง เพราะอ้างว่าไม่ใช่ข้าราชการ
แต่มีโอกาสที่ผลักดันให้มีการตั้งเรื่องใหม่ขึ้นมาได้ เพราะเข้าข่ายความผิดกฎหมายอาญามาตรา 357 ฐานรับของโจร







