
แผนคุมน้ำเมา : ได้ผลจริงหรือแค่สร้างภาพ?
จากการที่รัฐบาลไทยได้แก้ไขร่างกฎหมายเพื่อควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการห้ามการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษาภายในรัศมี 300 เมตร ซึ่งมีผลบังคับใช้เดือน ส.ค.นี้ ล่าสุด สื่อต่างชาติออกมาระบุว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้วัยรุ่นไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงแต่อย่างใด
จากการที่รัฐบาลไทยได้แก้ไขร่างกฎหมายเพื่อควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการห้ามการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษาภายในรัศมี 300 เมตร ซึ่งมีผลบังคับใช้เดือน ส.ค.นี้ ล่าสุด สื่อต่างชาติออกมาระบุว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้วัยรุ่นไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงแต่อย่างใด
เจมส์ ออสติน คอลัมนิสต์จากเอเชียน คอร์เรสพอนเดนท์ เว็บไซต์ข่าวและการวิเคราะห์ในภูมิภาคเอเชีย ระบุว่า การออกมาตรการให้วัยรุ่นอยู่ห่างจากสถานที่ขายเครื่องดื่มมึนเมา ไม่ได้ช่วยลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในหมู่วัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 20 ปีแต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีอะไรสามารถขัดขวางคนที่มีความต้องการจะดื่มเครื่องดื่มมึนเมาได้ ดังนั้นมาตรการดังกล่าวจึงเกิดขึ้นท่ามกลางการตั้งคำถามว่า เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่แท้จริงหรือเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (ดับเบิ้ลยูเอชโอ) เปิดเผยรายงานว่า ประเทศไทยมีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อีกทั้งศูนย์วิจัยปัญหาสุราของไทยก็ระบุเพิ่มเติมว่า คนไทยอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ่อยเป็นปกติราว 31.5%
นอกจากนี้ ดับเบิ้ลยูเอชโอยังระบุว่า ภาคเหนือและภาคอีสานของไทยมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด โดยออสตินระบุเพิ่มเติมว่า ระยะห่างการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับสถานศึกษาไม่ได้ช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วย เพราะเมื่อต้นปีที่ผ่านมามีข่าวนักศึกษาเชียงใหม่ฆ่ากันระหว่างทางกลับบ้านหลังจากไปเที่ยวไนต์คลับซึ่งอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ทั้งนี้ ออสติน ระบุว่า สาเหตุของการดื่มแอลกอฮอล์นั้นมาจากปัจจัยทางด้านจิตวิทยา กล่าวคือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์กับความพอใจในชีวิต ความเบื่อหน่าย หรือเป็นอิทธิพลจากพันธุกรรม ดังนั้นเหตุปัจจัยที่เกิดจากจิตวิทยาเหล่านี้ไม่สามารถถูกควบคุมได้ด้วยการควบคุมระยะห่างการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษา อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าวัยรุ่นหลายคนนั้นก็ยังมีความรับผิดชอบ รวมถึงสามารถคิดและตัดสินใจในการต่างๆ เองได้
ออสติน เปิดเผยอีกว่า แม้จะมีการขึ้นการเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อยับยั้งไม่ให้เยาวชนดื่มน้ำเมา แต่เครื่องดื่มมึนเมารายใหญ่ของไทยที่ผลิตโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ยังสามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในราคาถูก ดังนั้นจึงยังคงดึงดูดชาวต่างชาติและคนวัยทำงานชนชั้นกลางขึ้นไปของไทย อีกทั้งยังไม่สามารถควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษาได้ด้วย
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักข่าวเดอะ การ์เดียน ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า เคยมีการห้ามซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานศึกษาของสหรัฐ แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงภาพลวงของการแก้ปัญหาเท่านั้น เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในมนุษย์ยังคงฝังรากหยั่งลึกเกินกว่าที่มาตรการธรรมดาจะสามารถควบคุมได้







