
กฎหมายการจดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศอาเซียน (ต่อ)
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ได้เขียนถึงกฎหมายการจดสิทธิบัตรในประเทศอาเซียนไปบางส่วนในฉบับที่แล้ว เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้พอเห็นภาพคร่าวๆ กันบ้างว่าในแต่ละประเทศจะมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพียงแต่ว่าในรายละเอียดนั้น หากจะดำเนินการจดสิทธิบัตรกันจริงๆ ท่านผู้อ่านจำเป็นต้องเข้าไปดูในกฎหมายของแต่ละประเทศอีกครั้งหนึ่ง และที่สำคัญก็คือต้องจ้างตัวแทนสิทธิบัตรในประเทศนั้นๆ เป็นผู้ดำเนินการ เพราะการบังคับใช้กฎหมาย (Implement) ในแต่ละประเทศอาจมีความแตกต่างกันออกไปด้วย เนื่องจากสาเหตุที่ผู้เขียนเคยเขียนไว้แล้วว่า เรื่องของการตรวจสอบสิทธิบัตรนั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของผู้ตรวจสอบสาระสำคัญอยู่เป็นอันมาก และเป็นเรื่องของ Skill Labour แม้จะมีการวางหลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ไว้เหมือนๆ กัน เพราะประเทศส่วนใหญ่จะเป็นทั้งสมาชิกอนุสัญญากรุงปารีส (Paris Convention) เป็นสมาชิกองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO-World Intellectual Property Organization) และเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO-World Trade Organization) ด้วย หลักเกณฑ์สำคัญๆ ได้แก่ ความใหม่ (เป็นการประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ หรือ Novelty) มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น (Inventive Step) และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้ จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่ทุกประเทศ ที่เป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศทั้งหลายที่กล่าวข้างต้นต้องปฏิบัติตาม ยิ่งกว่านั้น บางประเทศยังเป็นสมาชิก PCT หรือ Patent Cooperation Treaty ด้วย ซึ่งเป็นความตกลงความร่วมมือเกี่ยวกับกระบวนการในการจดสิทธิบัตร ก็จะมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะเวลาในการจดสิทธิบัตรผนวกเข้าไปอีก
อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศยังมีอิสระที่จะออกกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศตน รวมถึงในกรณีที่เห็นว่าจะเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตนเองไว้ก่อน เช่น ในกรณีของประเทศสมาชิกอาเซียน จะเห็นกรณีของประเทศไทยและฟิลิปปินส์ไม่ให้การคุ้มครองจุลชีพ หรือกรณีที่ไทยและราชอาณาจักรกัมพูชาไม่ให้การคุ้มครอง Business Model เป็นต้น นอกจากนั้นประเทศสมาชิกอาเซียนเกือบทุกประเทศให้การคุ้มครองที่เรียกว่า อนุสิทธิบัตร (Petty Patent/Utility Model) ด้วย ซึ่งเป็นการให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์คิดค้น เช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แต่แตกต่างกันตรงที่เป็นการประดิษฐ์ที่แม้เพียงปรับปรุงของเดิมขึ้นมาเล็กน้อย (ไม่มี Inventive Step) แต่เป็นการทำให้มีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้นหรือดีขึ้น ผู้ประดิษฐ์คิดค้นก็สามารถที่จะเลือกขอรับความคุ้มครองเป็นอนุสิทธิบัตรได้ เพียงแต่อายุการคุ้มครองจะน้อยลง คือ ในกรณีของประเทศไทย อายุการคุ้มครองจะเป็น 6 ปี และสามารถขอยื่นต่อได้อีกครั้งละ 2 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี ส่วนประเทศบรูไนดารุสซาลาม ราชอาณาจักรกัมพูชา และฟิลิปปินส์ อายุการคุ้มครองในกรณีของอนุสิทธิบัตรเป็น 7 ปี ส่วนมาเลเซียนั้น อนุสิทธิบัตรมีอายุการคุ้มครองถึง 15 ปี และยังสามารถต่ออายุการคุ้มครองได้อีก 5 ปี ขณะที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวให้อนุสิทธิบัตรมีอายุการคุ้มครอง 10 ปี และต่ออายุได้อีก 1 ครั้ง เป็นเวลา 2 ปี และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และประเทศอินโดนีเซีย ให้อายุการคุ้มครองอนุสิทธิบัตรเป็น 10 ปี
จะเห็นได้ว่าอายุการคุ้มครองของอนุสิทธิบัตรจะแตกต่างกันไปในระหว่างประเทศอาเซียน ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและการพิจารณาถึงความจำเป็นของแต่ละประเทศ แต่เมื่อมาพิจารณาอายุการคุ้มครองของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ประเทศอาเซียนจะกำหนดให้มีอายุการคุ้มครองเหมือนกันหมด คือ 20 ปี ยกเว้นประเทศมาเลเซียที่อายุการคุ้มครองจะขึ้นกับวันที่ยื่นคำขอ กล่าวคือ ถ้าคำขอรับสิทธิบัตรยื่นก่อนวันที่ 1 ส.ค. 2544 สิทธิบัตรจะได้รับการคุ้มครองเป็นระยะเวลา 15 ปี สำหรับคำขอรับสิทธิบัตรที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2544 เป็นต้นไป จะได้รับการคุ้มครอง 20 ปี ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นประเด็นของกฎหมายฉบับเก่ากับกฎหมายฉบับใหม่ แต่จนถึงขณะนี้ซึ่งเป็นปี พ.ศ. 2558 ก็ไม่น่าจะมีคำขอที่ยื่นก่อนปี พ.ศ. 2544 หลงเหลืออยู่แล้ว เพราะโดยทั่วไป ความล่าช้าในการตรวจสอบและรับจดทะเบียนสิทธิบัตรไม่น่าจะเกิน 10 ปี ถึงแม้ว่าตามทฤษฎีแล้วทุกๆ ประเทศจะอ้างว่าสามารถสั่งรีบจดได้ภายในไม่เกิน 5-6 ปีก็ตาม
นอกจากนี้ ส่วนที่เหมือนกันอีกประการหนึ่งของประเทศสมาชิกอาเซียนก็คือ การคุ้มครอง การคิดประดิษฐ์ทั้ง 2 ลักษณะ ได้แก่
- การประดิษฐ์ที่ทำขึ้นเป็นตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การผลิตเป็นสินค้าใดสินค้าหนึ่งได้ในที่สุด เช่น ตัวมอเตอร์ หรือตัวจักรกลต่างๆ หรือตัวเคมีภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
- กรรมวิธี หรือกระบวนการผลิต หรือการเก็บรักษาให้คงสภาพหรือให้มีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ และรวมถึงการใช้กรรมวิธีนั้นๆ ด้วย







