posttoday
คิดจะลงทุน ต้องรู้ชีวิตของบัฟเฟตต์ (1)

คิดจะลงทุน ต้องรู้ชีวิตของบัฟเฟตต์ (1)

26 สิงหาคม 2558

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

ปี 2558 ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ คุณผู้อ่านหลายท่านคงมีความรู้สึกเหมือนผมว่า เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาพฝืดเคืองมากที่สุดปีหนึ่ง จึงทำให้ชนชั้นกลางของประเทศมีความรู้สึกไม่กล้าจับจ่ายซื้อสินค้า ต้องการที่จะเก็บเงินออมของตนไว้ในธนาคารที่ได้รับอัตราดอกเบี้ยที่แสนต่ำ ทำให้หลายต่อหลายคนเริ่มคิดที่จะลงทุน เพื่อที่จะแสวงหาอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อเงินออม
ของตน

วันนี้...ผมจึงอยากที่จะเล่าเรื่องของ “ชีวิตของ วอร์เรน บัฟเฟตต์” หนึ่งในอภิมหาเศรษฐีของโลก (บางส่วนของบทความนี้มาจากหนังสือ “25 เคล็ดลับการลงทุนของบัฟเฟตต์” ซึ่งแปลและเรียบเรียงโดยผมเอง) ที่เริ่มต้นจากชีวิตที่ไม่มีอะไรจนไต่เต้าขึ้นไปเป็นมหาเศรษฐีด้วยการลงทุน อนึ่ง ในการเล่าเรื่องนี้ครั้งนี้เพื่อให้ได้อรรถรส จึงขออนุญาตใช้เป็นคริสต์ศักราช ดังนี้ครับ

จากวอลสตรีทถึงโอมาฮา

ปี 1954 บัฟเฟตต์เริ่มทำงานเป็น นักวิเคราะห์หุ้นที่บริษัทการลงทุน เกรแฮม- นิวแมน (Graham-Newman investment company) ในย่านวอลสตรีท หลังจากนั้น ผู้ก่อตั้งบริษัทก็ได้ปิดบริษัทลงและหันไป ทำธุรกิจอื่น ในปี 1956 บัฟเฟตต์จึงเดินทางกลับบ้านเดิมของเขาที่เมืองโอมาฮา มลรัฐอาร์คันซอ

เขาเริ่มก่อตั้งบริษัท บัฟเฟตต์ แอสโซซิเอทซ์ (Buffett Associates Limited) กับญาติสนิทและเพื่อนๆ เขาสามารถระดมเงินลงทุนได้ถึง 105,000 เหรียญสหรัฐ และเพื่อให้ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด เขาจึงเริ่มงานในบ้านที่เขาเช่า ขณะนั้นบัฟเฟตต์มีอายุเพียง 25 ปี

ในปี 1965 เขาได้ซื้อหุ้นของบริษัทผลิตเสื้อผ้าที่มีสำนักงานอยู่ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งมีชื่อว่า เบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์ (Berkshire Hathaway) เพียงพอที่จะเข้าควบคุมบริษัทได้ โดยมีราคาซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ 14.86 เหรียญสหรัฐ/หุ้น ซึ่งยังต่ำกว่าปริมาณเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ 19 เหรียญสหรัฐ/หุ้น ถ้าดูจากตัวเลขก็หมายความว่า บัฟเฟตต์จะได้โรงงานและเครื่องจักรไปอย่างฟรีๆ

ในปี 1967 บัฟเฟตต์ซื้อบริษัท เนชั่นแนล ไอเด็มนิตี้ อินชัวรันส์ (National Idemnity Insurance Company Limited) ด้วยเงิน 8.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ปี 1968 เขาก็ซื้อหุ้นในบริษัท บลูชิป แสตมป์ (Blue Chip Stamps) ซึ่งทำธุรกิจคล้ายๆ กับการสะสมไมล์ของสายการบินต่างๆ โดยห้างร้านที่ร่วมรายการจะให้แสตมป์สะสมแก่ผู้คนที่มาซื้อสินค้าต่างๆ จากตนไป

จากนั้นทางบริษัทก็จะไปเรียกเก็บค่าธรรมเนียมกับเจ้าของห้างร้านที่นำแสตมป์สะสมดังกล่าวไปแจก เมื่อลูกค้าสะสมแสตมป์มากขึ้นๆ จนเพียงพอแล้ว ก็จะนำไปแลกของชำร่วยหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น จุดที่บัฟเฟตต์สนใจมากที่สุดคือ ในธุรกรรมดังกล่าวจะมีช่วงเวลาที่จะมี “Float” เกิดขึ้น นั่นหมายถึงช่วงเวลาที่ได้รับค่าธรรมเนียมมาแล้ว แต่ยังไม่มีคนนำแสตมป์สะสมมาแลกของชำร่วย เงินที่เก็บมาเป็นค่าธรรมเนียมก็สามารถนำไปลงทุนก่อนได้

ปิดกิจการ...เพื่อเริ่มต้นใหม่

ในปี 1969 ตลาดหุ้นได้ขึ้นไปทำสถิติใหม่อีกครั้งหนึ่ง และบริษัท บัฟเฟตต์ พาร์ตเนอร์ชิป ก็สามารถทำสถิติใหม่ด้วยเช่นกัน ขณะที่ตลาดหุ้นทะยานขึ้นไปอย่างต่อเนื่องนั้น บัฟเฟตต์ก็ประกาศปิดกิจการ ซึ่งทำให้หุ้นส่วนหลายคนตกตะลึง หลายคนที่ลงหุ้นตั้งแต่แรกจะพบว่าเงินของเขาจาก 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ ได้กลายเป็น 2.6 แสนเหรียญสหรัฐ ในช่วงเวลาเพียง 13 ปี โดยคิดได้เป็นผลตอบแทนแบบทบต้นที่ 31.6 เปอร์เซ็นต์/ปี เปรียบเทียบกับผลตอบแทนจากดัชนีดาวโจนส์ที่ให้ผลตอบแทนเพียง 9.1 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเดียวกัน

แล้วทำไมบัฟเฟตต์จึงประกาศปิดกิจการ? บัฟเฟตต์ให้เหตุผลว่า ในตลาดหุ้นมีการเก็งกำไรจนไร้เหตุผลไปแล้ว นอกจากนั้นเขายังต้องทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนอยู่คนเดียว เขาจึงต้องการที่จะเพิ่มพูนผลประโยชน์ของตนเองบ้าง บัฟเฟตต์ขายทุกอย่างที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอของเขา ยกเว้นการขายหุ้นในบริษัท ไดเวอร์สซิฟาย รีเทลลิง (Diversified Retailing) บลูชิป แสตมป์ และเบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์

จากนั้นเขาก็เริ่มต้นใหม่โดยใช้บริษัทที่เขาซื้อมา “เบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์” เป็นบริษัทแม่ในการลงทุนของเขา และเพื่อหลีกเลี่ยงตลาดหุ้นที่เก็งกำไร บัฟเฟตต์จึงเริ่มแสวงหาบริษัทนอกตลาดหุ้นที่ยังไม่มีใครเห็นคุณค่า

ในปี 1971 เขาก็ซื้อบริษัทลูกอม “ซีส์ แคนดี้” ในปี 1973 ดัชนีดาวโจนส์ได้ไต่ระดับขึ้นไปสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,051 จุด แต่ในขณะนั้นเบิร์กไชร์มีขนาดการลงทุนแค่ 17 ล้านเหรียญสหรัฐ และพอร์ตการลงทุนของบริษัทประกันภัยก็ลงทุนในหุ้นเพียง 101 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากถึงจุดสูงสุดนี้ไปได้ไม่นาน ตลาดหุ้นก็เริ่มต้นผันผวนอีก และก็ตกลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ในเดือน ต.ค. 1974 ดัชนีดาวโจนส์ก็ร่วงลงมาเหลือ 580 จุด นักลงทุนก็ต่างสับสนอลหม่าน แต่บัฟเฟตต์กลับยินดีปรีดา เพราะสถานการณ์กลับมาอยู่ในเกมของเขาอีกครั้งหนึ่ง ต่อจากนั้นอีกหลายปี บัฟเฟตต์ก็สามารถต่อรองซื้อบริษัทอีกหลายแห่งได้ในราคางาม รวมถึงหุ้นบริษัทประกันภัย GEICO และหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ (The Washington Post)

เมื่อข่าวเหล่านี้เผยแพร่ไปยังนักลงทุนทั่วไปนั้น ก็มีนักลงทุนหลายท่านที่ให้ความนิยมชมชอบการวิเคราะห์หุ้นและการวิเคราะห์ธุรกิจของบัฟเฟตต์ จนตั้งฉายาให้เขาว่า “เทพแห่งการลงทุน” (Holy Grail of Investing)

พบกับบทความ...“คิดจะ...ลงทุน ต้องรู้...ชีวิตของบัฟเฟตต์” ตอนจบ ได้ในวันต่อไปครับ...แล้วพบกันครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท