posttoday
มังกรเซ เจ็บทั้งโลก

มังกรเซ เจ็บทั้งโลก

26 สิงหาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทีเดียว สำหรับข่าวการขยับลงอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นทั้งโลก ที่ยังดูไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดแต่อย่างใด

จากการตามข่าวจะพบว่าตัวจุดชนวนการเทขายทั่วโลกในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิตของจีน ซึ่งปรากฏว่านอกจากจะอยู่ในเกณฑ์หดตัวแล้ว ยังต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี 6 เดือน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเทขายหุ้นในตลาดทั่วโลก และล่าสุดดัชนีตลาดหุ้นที่เซี่ยงไฮ้ก็ปิดตลาดร่วงลงอีก 7.6% เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตหลุดแนวต้านทางจิตวิทยาที่ 3,000 จุด ลงมาอยู่ที่ 2,964.97 จุด

ต้องเรียกว่าจีนกำลังเผชิญความวุ่นวายทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดในรอบศตวรรษทีเดียว หลังจากที่อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ชะลอตัวลงอย่างหนัก ด้านนักลงทุนเผ่นหนีออกจากตลาดหุ้นอย่างรวดเร็วในแบบที่คาดไม่ถึง

สถานการณ์การถล่มในตลาดหุ้น ถือเป็นการสะท้อนอย่างดีต่อผลกระทบของเศรษฐกิจจีนกำลังสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลก แม้กระทั่ง เดวิด เคลีย์ หัวหน้านักกลยุทธ์ฝ่ายการลงทุนโลกจากเจพี มอร์แกน ยังกล่าวว่า การจุดชนวนให้เกิดตลาดหุ้นทั่วโลกในครั้งนี้ “เมด อิน ไชน่า”

การชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในจีนกำลังจะส่งผลให้เกิดสภาพเศรษฐกิจซบเซาไปทั่วโลก ดังเช่นที่มาของปัญหาเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน ต้องนับย้อนไปถึงช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2009 ความหวั่นเกรงว่าผล
กระทบจากวิกฤตจะสะเทือนมาถึงจีน ทำให้อดีตประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ตัดสินใจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน (ราว 22.17 ล้านล้านบาท) เพื่อพยุงเศรษฐกิจแดนมังกรผ่านโครงการการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

กอปรกับภาวะเงินกู้ต้นทุนต่ำจากการดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก่อให้เกิดการลงทุนในจีนอย่างมโหฬารในภาคอสังหาริมทรัพย์ และการขยายตัวของภาคการผลิตอย่างรวดเร็วจนจีนได้รับการขนานนามว่าเป็นโรงงานโลก ผู้ทำหน้าที่แปลงทรัพยากรจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาให้กลายเป็นสินค้าส่งออกให้กับกลุ่มโลกพัฒนาแล้ว

สภาพเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวเติบโตอย่างรวดเร็วเกินกว่า 10% ต่อปีเลยทีเดียว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้จีนมีบทบาทบนเวทีโลกมากขึ้นในฐานะประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลกที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจครอบงำทั้งโลก

จีนยังพยายามขยายอิทธิพลด้วยการสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจขึ้นเอง ทั้งข้อริเริ่มเส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 และการเป็นแม่งานในการก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) เพื่อปลดแอกจากอิทธิพลของโลกตะวันตก

อย่างไรก็ตาม การเติบโตจากการลงทุนและการอัดฉีดของรัฐบาล ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันจีนมีเศรษฐกิจที่เติบโตอยู่บนกองหนี้มหาศาล ซึ่งทำให้ช่วงรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจจีนจบลงอย่างรวดเร็ว สภาพเศรษฐกิจจีนชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ

แม้รัฐบาลจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ที่ 7% แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และองค์การด้านเศรษฐกิจระดับโลกอีกหลายสำนักกลับคาดการณ์ว่าปีนี้จีดีพีจีนน่าจะเติบโตได้แค่ราว 6.8% เท่านั้น

นิกเกอิระบุในรายงานว่า หากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนปรับลงมาอยู่ที่ 5% ก็เพียงพอจะทำให้เกิดสภาพเศรษฐกิจชะงักงัน มีการปรับลดตำแหน่งงาน และส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงทางสังคมได้ ถึงแม้อัตราการเติบโตที่ 5% จะถือเป็นอัตราการเติบโตที่น่าอิจฉาในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ด้วยกันเองก็ตาม

ย้อนกลับมาที่ประเด็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับโลก แน่นอนว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ย่อมกลายเป็นปัจจัยใจหลักในการฉุดเศรษฐกิจของทั้งโลกให้ชะลอตัวตามไปด้วย

การนำเข้าของจีนเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดถึงลบ 8.1% ตามสภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศจีนเอง

การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกส่งผลให้จีนส่งออกได้น้อยลง ในทำนองเดียวกันเมื่อจีนส่งออกได้น้อยลง จีนก็จะก็นำเข้าน้อย สินค้าโภคภัณฑ์เพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้าส่งออกก็น้อยลงตามไปด้วย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือว่ากระทบกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่จีนเป็นลูกค้าหลัก นับตั้งแต่ผู้ส่งออกถ่านหินและน้ำมันปาล์มในอินโดนีเซียไปจนถึงประเทศที่ผลิตทองแดงอย่างชิลี แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลียก็เผชิญกับการชะลอตัวของการส่งออกถ่านหินไปจีนเช่นกัน จนส่งผลให้สกุลเงินเหรียญออสเตรเลียอ่อนค่าลง

สถานการณ์เช่นนี้สร้างความสุ่มเสี่ยงให้กับประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับจีน เนื่องจากกลุ่มประเทศเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มที่มีการกู้ในรูปแบบสกุลเงินเหรียญสหรัฐสูงมาก

ในทำนองเดียวกัน การนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าภาคอุตสาหกรรมยังชะลอตัวลงตามการบริโภคภายในของแดนมังกรที่อยู่ในสภาพซบเซาอย่างหนัก และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นตามสภาพการส่งออกจีนที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้รายได้ที่จะใช้สำหรับการนำเข้าของจีนลดลงตามไปด้วย และวิกฤตความวุ่นวายในตลาดหุ้นซึ่งมีนักลงทุนรายย่อยกว่า 90 ล้านคน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริโภคของลูกหลานแดนมังกร

ในทำนองเดียวกัน การชะลอตัวของ “แรงซื้อ” จากจีน ยังกลายเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฉุดราคาน้ำมันให้ดิ่งลงอย่างรุนแรงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน นอกเหนือจากกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นจากฝั่งสหรัฐและอิหร่าน

โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสหลุดกรอบ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลไปแล้วลงไปเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 39.54 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือหลุดฐานที่ 45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเช่นกัน ลงมาอยู่ที่ราว 44.10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น ถือเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับช่วงกลางปีที่แล้วสูงเกินกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ทั้งนี้ ในปัจจุบันเริ่มเป็นที่ยอมรับแล้วว่าภาวะน้ำมันราคาถูกในขณะนี้มีผลมาจากสภาพการชะลอตัวของแรงซื้อในเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะแรงซื้อจากจีน ซึ่งถือว่าเป็นการชะลอตัวที่ไม่ค่อยมีใครอยากให้เกิดขึ้นบนโลก เพราะเท่ากับเป็นสัญญาณของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันจะต้องต่ำต่อเนื่องไปอีกนาน

เมื่อการส่งออกเริ่มชะลอตัว ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดศักยภาพในการชำระหนี้ของกลุ่มประเทศเหล่านี้ เนื่องจากรายได้จากการส่งออกปรับตัวลดลง และสัดส่วนหนี้ที่ต้องชำระกลับสูงขึ้นตามการแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ

ผลกระทบจากการชะลอตัวของจีนในขณะนี้สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐก็ตาม โดยธุรกิจข้ามชาติรายใหญ่ของสหรัฐอย่างแคเตอร์พิลลาร์ และเชฟรอน เคยเปิดเผยว่า การชะลอตัวในเศรษฐกิจจีนส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจ

ในปัจจุบันคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐก็คือจีน หากเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจจีนย่อมกลายเป็นการฉุดเศรษฐกิจสหรัฐให้ดิ่งตัวลงตามไปด้วย  โดย มาร์ก ซาดิ หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์จากมูดี้ส์ อะนาไลติกส์
สรุปความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจทั้งสองไว้อย่างน่าสนใจว่า หากจีดีพีจีนปรับลดลง 1% ก็เพียงพอจะทำให้จีดีพีสหรัฐปรับลดลงได้ 0.2% เลยทีเดียว

ดังนั้น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนในขณะนี้ กำลังสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่่งว่า จีนได้กลายเป็นมหาอำนาจอย่างเต็มตัว ที่ทุกการขยับของจีนสะเทือนไปทั่วทุกมุมโลก และทุกครั้งที่จีนจามทั้งโลกจะติดหวัดไปด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท