
สวดมนต์ กับคน ‘ปัญญาจริต’
โดย...อานิก อัมระนันท์
โดย...อานิก อัมระนันท์
ในฐานะบุตรของหนึ่งในผู้ก่อตั้งยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ดิฉันถูกเลี้ยงดูในวัยเด็กแบบ “ไกลวัด” มากทีเดียว
แม้คุณแม่เข้าวัดตั้งแต่เล็กและตั้งใจจะบวชชี(ซึ่งได้บวชในบั้นปลาย) แต่เมื่อแต่งงานกับคุณพ่อซึ่งเป็น “ปัญญาชน” เต็มตัว การเลี้ยงดูลูกจึงไม่บ่มเพาะความศรัทธาและพิธีรีตองทาง(พุทธ)ศาสนา ต่างจากเรื่องศีลธรรมที่บ่มเพาะจนลูกๆ ค่อนข้าง “ยึดมั่นถือมั่น” กับจรรยาบรรณความถูกต้อง อาจเรียกได้ว่าปฏิบัติศีล 5 โดยไม่ได้ “ถือศีล” (ตอนนั้นยังกินเหล้า
ไม่เป็น!)
เรื่องของการสวดมนต์ได้เรียนรู้จากโรงเรียนเป็นหลัก โดยเฉพาะที่จิตรลดามีการสวดมนต์ทุกเช้า (ยุคนั้นยังไม่ร้องเพลงชาติ) แม้จะรู้สึกว่าเป็นพิธีกรรมท่องไปให้จบๆ มองย้อนไปพบว่าตนก็มีศรัทธาอยู่บ้างลึกๆ เพราะในยามวิกฤตได้เคยสวดนโมฯ ให้พลังลูกนกที่ป่วยปางตายจนฟื้นเห็นทันตา
เมื่อลูกๆ โตขึ้นคุณแม่ไปปฏิบัติธรรมทีไรชอบนำหนังสือธรรมะมาฝากเรา...แต่ไม่เคยเปิด แต่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสไปกราบหลวงพ่อชากับแม่ สนทนาธรรมซักถามโต้ตอบกันหลายเรื่อง ก่อนกลับท่านบอกให้ถามต่อไป...แล้ววันหนึ่งจะมีปัญญา! เมื่อได้หนังสือจากวัดหนองป่าพงในวันนั้น จึงเป็นครั้งแรกที่เปิดอ่าน ยังพบเรื่องของ “นายหนู” ที่ช่างสงสัยยิ่งกว่าเรา
ความสนใจศาสนาของดิฉันจำกัดอยู่แค่ระดับความคิด เพิ่งจะเริ่มเห็นมิติของจิตวิญญาณหลังจากพบ “กัลยาณมิตรนอกรีต” คือเมื่อไปทำงานที่อังกฤษได้เพื่อนร่วมงานที่คุยกันถูกคอ เขาเป็นฝรั่งที่เดิมเป็นคาทอลิกแล้วมาเข้ารีตเป็นมุสลิม! วันหนึ่งเขาชี้หน้าเราว่า คนอย่างเธอเนี่ยควรจะมีศาสนา! ศาสนาพุทธน่าจะใกล้ตัวมากที่สุด จงกลับไปศึกษาใหม่เสียเถิด!
บังเอิญตอนที่จัดของไปอังกฤษดิฉันได้เลือกหนังสือเล่มหนึ่งที่คุณแม่ให้ติดไปด้วย เป็นเล่มบางๆ เล็กๆ ชื่อ Now is the Knowing เขียนโดยพระอาจารย์สุเมโธลูกศิษย์ฝรั่งคนแรกของหลวงพ่อชา เลยเปิดอ่านแล้วก็เกิดความพิศวงสนเท่ห์มากที่ท่านเล่าถึงความสงบปีติที่เกิดจากการภาวนา และความอบอุ่นจากความรู้สึกว่าอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า
ต่อมาได้มีโอกาสเข้าปฏิบัติธรรมหลายครั้งกับพระอาจารย์ชยสาโร ลูกศิษย์อีกท่านของหลวงพ่อชา ช่วงแรกรู้สึกว่าการสวดมนต์น่าเบื่อมาก การฝึกอานาปานสติก็แสนยาก แต่ท่านเทศน์ถูกใจเหลือเกินจึงไปต่อได้ พิธีรีตองทำครบถ้วนเพราะกลัวถูกตำหนิ
ท่านอาจารย์บอกว่าดิฉันเป็นพวกปัญญาจริต ในขณะที่ฝรั่งที่มาบวชล้วนมีศรัทธาจริตสูง แต่ดิฉันค่อยๆ ฝึกที่จะน้อมจิตจดจ่อให้คล้อยไปกับการสวดมนต์ และด้วยความศรัทธาในคำสอนและการสอนทำให้ดิฉันกราบไหว้พระพุทธรูปและพระสงฆ์(ที่พบ)อย่างสนิทใจและบางครั้งก็ปลื้มปีติ
แต่ปัญญาจริตก็ยังฝังอยู่! เมื่อได้ยินว่ามีสอนวิปัสสนาแบบโกเอ็นก้าที่ไม่มีพิธีรีตอง ก็ได้ตัดสินใจเข้าฝึกเมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากกลัวอยู่หลายปีว่าจะไปไม่รอดเพราะระเบียบที่เข้มข้น ตลอด 10 วันเป็นการเรียนรู้และประสบการณ์ที่ทรงคุณค่ามหาศาล อย่างหนึ่งคือการพบด้วยตนเองว่าไม่จำเป็นต้องสวดมนต์กราบไหว้พระพุทธรูปก็ทำวิปัสสนากรรมฐานได้ รู้สึกปลดปล่อยได้อิสรภาพ!
การสอนแบบโกเอ็นก้าเป็นวิทยาศาสตร์มากแต่ความจริงก็แฝงด้วยศรัทธา ในเทปท่านสวดมนต์และแผ่เมตตาทุกครั้งก่อนจบชั่วโมงนั่ง สวดด้วยท่วงทำนองแปลกประหลาดแต่ไพเราะมาก เปี่ยมแน่นด้วยพลัง ที่ไม่จับผู้ฝึกสวดเพราะต้องการให้วิปัสสนาเปิดกว้างต่อคนทุกศาสนา และต้องการให้คนที่มี “ศรัทธาแบบมืดบอด” ได้ลองปฏิบัติตามคำสอนของพุทธองค์จริงๆ
ดิฉันเป็นบัวที่(ยัง)ไม่พ้นน้ำ ชีวิตยุ่งเหยิงไม่ได้ฝึกภาวนาทุกวันอย่างที่อาจารย์ทุกท่านย้ำสอน และมักทำงานจนดึกทำให้หลับยาก ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เวลานึกอยากจะภาวนาก็คิดคำนึงว่าจะทำแบบไหนดี ยอมรับกับตัวเองว่าไม่สวดมนต์กราบพระพุทธรูปเลยก็รู้สึกว่ามันแห้งแล้งชอบกล
คืนวันก่อนทำท่าจะหลับยากอีกแล้ว จึงกลับมาห้องทำงาน แกะกล่องพระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ที่ได้ร่วมสร้างและจองไว้ ได้รับมาเป็นเดือนๆ แล้ว ไม่ได้กราบไหว้กล่องหรือไหว้ก่อนสัมผัสพระพุทธรูปอย่างที่หลายคนทำกัน แต่เมื่ออัญเชิญเข้าที่บูชาแล้ว ก็กราบไหว้สวดมนต์ทำวัตรเย็นชุดใหญ่ และทำอย่างมีอิสรภาพ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องทำเพราะกลัวคนอื่นจะตำหนิ หรือว่าจะไม่ได้บุญกุศล หรือจะโชคร้ายแต่อย่างใด หลังจากนั้นก็เข้านอนหลับอย่างสงบ
ทั้งหมดทั้งปวงจะบอกกับคนที่ “ปัญญาจริต”ว่าท่านสามารถได้ประโยชน์จากพุทธศาสนาโดยไม่ต้องรู้สึก “งมงาย” ถ้ามาตามทางของท่านโกเอ็นก้า แต่ที่สำคัญกว่าคือ น่าจะลองดูทั้งสองทาง และเลือกที่จุดที่พอดีสำหรับตัวท่านเอง
มีงานวิจัยพบว่าการทำสมาธิแบบมีศรัทธามักได้ผลดีกว่าแบบไม่มี นอกจากนี้ได้อ่านพบถึงประโยชน์ของการสวดมนต์ในทางการแพทย์ไม่ใช่เพียงการภาวนาซึ่งจะเล่าในโอกาสต่อไป







