
บริหารผิดทิศ เศรษฐกิจส่อซึมยาว
หากยังเดินผิดทิศผิดทางทุ่มเงินกระตุ้นการบริโภคเพียงด้านเดียว เศรษฐกิจไทยมีโอกาสซึมยาวต่อเนื่องนานกว่าที่คาดไว้
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ถือว่าฤกษ์ไม่งามยามไม่ดีจริงๆ สำหรับวันแรกของการทำงานของทีมเศรษฐกิจประยุทธ์ 3 ที่นำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา เริ่มจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วงวันเดียว 64.55 จุด ต่ำสุดในรอบ 18 เดือน ดัชนีหลุดมาใกล้แตะ 1,300 จุด และยังมีแนวโน้มลงต่อเนื่องจากตลาดหุ้นโลกที่ผันผวนอย่างหนัก น่าจับตาว่าตลาดหุ้นไทยจะยืนเหนือ 1,300 จุด ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นโลกที่ผันผวนหนักได้นานแค่ไหน
ด้านการท่องเที่ยวเครื่องยนต์ใหญ่ในเศรษฐกิจไทย ก็สะดุดจากเหตุระเบิดราชประสงค์ ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถือโอกาสปรับลดเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้เหลือ 27-28 ล้านคน จากเป้าเดิม 30 ล้านคน ลดเป้ารายได้เข้าประเทศเหลือ 2-2.1 ล้านล้านบาท จากเดิมคาดว่าจะมีรายได้ 2.2 ล้านล้านบาท หายไปถึง 1 แสนล้านบาท หรือเกือบ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
ขณะที่ สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการโรงแรมและรีสอร์ท ในเครือเซ็นทารา ระบุว่า เริ่มมีบางกลุ่มลังเลการจองมาท่องเที่ยวไทยในช่วง 5 เดือนข้างหน้า คือเดือน พ.ย. 2558-มี.ค. 2559 และเสนอมาตรการให้รัฐบาลเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวออกมา แสดงว่าท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นของไทยได้รับผลกระทบไปเต็มๆ
นอกจากนี้ วันเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ประกาศตัวเลขหนี้ครัวเรือน ล่าสุดออกมา พบว่า ไตรมาสแรกปีนี้ยังคงเพิ่มขึ้น 6.4% ทำให้ให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีขึ้นไปอยู่ที่ 79.9% และหนี้ครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้จะในอัตราชะลอลงก็ตาม สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีก็มีสิทธิจะทะลุ 80% ได้อย่างไม่ต้องสงสัย
การที่หนี้ครัวเรือนยังเพิ่มขึ้นไม่หยุด ทำให้ครัวเรือนของไทยมีรายได้ส่วนเหลือที่จะนำมาจับจ่ายใช้สอยได้น้อยมากเหมือนเดิม การเร่งใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นให้เงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจจึงทำได้ยาก
แต่แม้กระนั้น หากติดตามการทำงานวันแรกของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง จะพบว่าทั้งสองยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเตรียมใช้งบถึง 5 หมื่นล้านบาท มากระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของกลุ่มรากหญ้า รวมทั้งการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารรัฐ โดยแทบไม่แตะเรื่องการลงทุนโครงการภาครัฐ
ภาพดังกล่าวทำให้ผู้คร่ำหวอดและคลุกคลีกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต เห็นว่า หากมาทิศทางนี้ รัฐบาลต้องใส่เม็ดเงินให้รากหญ้าสูงถึง 1.3 แสนล้านบาท จึงจะกระตุ้นจีดีพีไทยที่มีอยู่ 13 ล้านล้านบาท ให้โตขึ้น 1% ได้ ปัญหาคือรัฐบาลจะเอาเงินจากที่ใด จะจ่ายเท่าใด
พิชัย ระบุว่า เมื่อครั้งรัฐบาลประยุทธ์ 1-2 มีนโยบายจ่ายเงินให้ชาวนาไร่ละ 1,500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือ 1.5 หมื่นบาท แต่เงินที่ให้ไปก็ดึงการบริโภคกลุ่มนี้ขึ้นมาไม่ได้ เห็นได้จากยอดขายของบิ๊กซี เซเว่น อีเลฟเว่น แม็คโคร ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครึ่งปีแรกแทบไม่โต
“รัฐบาลควรหันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะผ่านมา 1 ปีแล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้า ในขณะที่นักลงทุนคาดหวังมากว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลพิเศษน่าจะเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เมื่อไม่มีอะไรคืบหน้าก็ทำให้ตลาดผิดหวัง” พิชัย ระบุ
เช่นเดียวกับ ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ซี แอล เอส เอ ให้น้ำหนักตัว C ที่หมายถึง Confidence หรือความเชื่อมั่น มากกว่า Consumption โดยความเชื่อมั่นจะมีขึ้นได้ ก็ต้องผ่านการลงทุนโครงการภาครัฐ มากกว่าผ่านการบริโภค และต้องเป็นการลงทุนที่ถึงขึ้นลงนามในสัญญาแล้ว
“เวลานี้ถ้ารัฐบาลไปโรดโชว์ในต่างประเทศ เขาไม่ต้องการฟังแล้วเรื่องเก่าๆ ว่ามีแผนจะลงทุนอะไรบ้าง เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาก่อสร้าง ไม่มีไทม์ไลน์ที่ชัดเจน Confidence ก็ไม่เกิด” ปริญญ์ ระบุ
ส่วน Consumption หรือการกระตุ้นการบริโภคนั้น ปริญญ์ เตือนว่า ถ้ารัฐบาลทำก็ถือว่าเป็นการทำที่ผิดจังหวะ ทำแล้วจะเสียของ เพราะผู้มีรายได้น้อยนั้นไม่ใช้จ่ายเพราะมีหนี้มาก หากรัฐบาลจะให้เงินรูปเงินกู้ก็เป็นการใส่หนี้เพิ่ม แต่ถ้าจะเอาเงินใส่กระเป๋า เช่น แทรกแซงราคาสินค้าเกษตร ก็มีคำถามว่าจะแทรกแซงราคาในระดับไหน และถ้าแทรกแซงราคาให้สูงมากเหมือนในอดีต ก็จะมีปัญหาเหมือนเรื่องข้าวที่ผ่านมา
น่าสนใจว่าผู้คนในวงการเศรษฐกิจล้วนให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนภาครัฐ ที่แม้วงเงินลงทุนจะมีสัดส่วนไม่มากนักในจีดีพี และต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าที่จะเห็นเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบก็ตาม แต่เพราะการลงทุนภาครัฐจะเป็นกลไกสำคัญที่จะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้กลับมาได้ และกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนภาคเอกชนที่จะก่อให้เกิดการจ้างงาน รวมทั้งแก้ปัญหาคอขวดด้านสาธารณูปโภคของไทย ที่ปัจจุบันทั้งทางด่วน รถไฟฟ้า รถไฟต่างถูกใช้เต็มหมดแล้วอีกด้วย
จากปัจจัยดังกล่าวหลายฝ่ายจึงหวังว่า นับจากนี้ควรจะได้เห็นทีมเศรษฐกิจประยุทธ์ 3 มีการเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขันนอตหรือเร่งรัดโครงการลงทุนต่างๆ ให้มีการเปิดประมูลและลงนามในสัญญาได้มากขึ้น อย่างน้อยโครงการที่เริ่มได้ทันที ก็คือการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เพราะไม่ต้องมีการเวนคืนที่ดินและผ่านการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่เร่งรัดก่อสร้างได้ทันที คือ มอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง ทั้งสายบางปะอิน-สระบุรี-โคราช วงเงิน 8.46 หมื่นล้านบาท สายบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี วงเงิน 5.56 หมื่นล้านบาท สายพัทยา-มาบตาพุด อีก 1.4 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็วๆ นี้แล้ว
เป็นการเร่งรัดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนของประเทศ ที่ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้มากมาย
เพราะหากยังเดินผิดทิศผิดทางทุ่มเงินเป็นหมื่นล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการบริโภคเพียงด้านเดียว เศรษฐกิจไทยมีโอกาสซึมยาวต่อเนื่องนานกว่าที่คาดไว้แน่







