posttoday
โอเปกวิน! ถล่มเชลออยล์-คุมน้ำมันโลก

โอเปกวิน! ถล่มเชลออยล์-คุมน้ำมันโลก

25 สิงหาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

สภาวะสงครามกดราคาน้ำมันระหว่างกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเป็นสินค้าส่งออก (โอเปก) กับผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐกำลังใกล้ถึงช่วงสิ้นสุดเต็มที และดูเหมือนว่าโอเปกจะกลายเป็นผู้คว้าชัยในการท้าประลองกำลังครั้งนี้และยังคงเป็นผู้ควบคุมตลาดน้ำมันโลกต่อไป

นับตั้งแต่การคิดค้นเทคโนโลยีในการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) จนส่งผลให้เกิดการโหมขุดเชลออยล์ในแหล่งอีเกิลฟอร์ดในเทกซัสและนอร์ทดาโกตา ทำให้สัดส่วนการผลิตน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นท่ามกลางแรงซื้อที่ยังคงซบเซา จนกลายเป็นการจุดชนวนให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในที่สุด

โอเปกในฐานะกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกยืนยันมาว่าตลาดจะไม่ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน โอเปกยังมีมติให้เพิ่มเพดานการผลิตเพื่อรองรับกำลังซื้อน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่โอเปกตัดสินใจคงเพดานการผลิตน้ำมันไว้ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันที่ตกต่ำ ซึ่งโดยปกติแล้วโอเปกจะใช้มาตรการกดเพดานการผลิตให้ต่ำลงเพื่อชะลอการไหลของน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาดและกดดันให้แรงซื้อปรับตัวสูงขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทั้งโอเปกและกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันเชลออยล์ในสหรัฐกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้น้ำมันแทบสิ้นเสน่ห์ความเป็น “ทองคำดำ” โดยราคาน้ำมันดิบที่ตลาดสหรัฐหลุดแนวจิตวิทยาที่ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เรียบร้อยแล้วลงมาอยู่ที่ราว 39.20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือลงมาอยู่ที่ 44.40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2009

ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งติดตามราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ 22 ชนิดปรับลดลงมาอยู่ที่ 86.2645 จุด ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 1999

ในจุดที่ราคาน้ำมันตกมาอยู่ที่จุดต่ำสุดในรอบ 6 ปีครึ่งเช่นนี้ ต้นทุนการผลิตน้ำมันโดยเฉลี่ยของกลุ่มโอเปกที่ถูกกว่าต้นทุนของการผลิตเชลออยล์ในสหรัฐกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้โอเปกพลิกกลับมาชนะได้ในที่สุด

การคงเพดานการผลิตกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ภาวะน้ำมันราคาถูกค่อยๆ ฆ่าบรรดาผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐอย่างช้าๆ เนื่องจากขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนทำให้ต้นทุนสูงกว่าและกลายเป็นธุรกิจที่ไม่ทำกำไรในที่สุดในช่วงน้ำมันตลาดหมี

ยืนยันได้จากรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ซึ่งระบุว่ากำลังการผลิตน้ำมันจากกลุ่มประเทศนอกโอเปกในปีหน้ากำลังจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญและถือว่าถลำเข้าไปสู่สภาพอุตสาหกรรมหดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 

ไออีเอยังระบุด้วยว่า บรรดาธุรกิจพลังงานในสหรัฐจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยธุรกิจหลายแห่งต้องมีการทบทวนถึงการจัดลำดับความสำคัญและตัดลดกำลังการผลิตลง

 “ในขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันบางรายอาจประสบความสำเร็จในการเพิ่มกำลังการผลิตในระยะสั้น แต่เรายังคงเชื่อว่าส่วนใหญ่จะเผชิญความยากลำบากในการคงกำลังการผลิตไว้ในระยะยาว เนื่องจาก (ราคาน้ำมันที่ลดลง) ทำให้จำเป็นต้องมีการตัดลดรายจ่าย” ไออีเอ ระบุ

ทั้งนี้ ปริมาณการขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐขยับลงมาอย่างรุนแรงถึงราว 59% เมื่อเทียบกับกำลังสูงสุดในช่วงเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว และสัดส่วนการเปิดหลุมขุดเจาะน้ำมันใหม่ในสหรัฐยังปรับตัวลดลงอีกด้วย

ดังนั้น หากราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับเตี้ยต่ำเช่นนี้ต่อไป ย่อมทำให้ธุรกิจพลังงานในสหรัฐตัดสินใจปรับลดกำลังการผลิตและปรับลดการลงทุนในที่สุด ซึ่งจะทำให้สัดส่วนกำลังการผลิตน้ำมันในระดับโลกปรับตัวลดลงและกระตุ้นราคาน้ำมันให้ปรับตัวขึ้นมาเอง 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจคงกำลังผลิตของโอเปกไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้โอเปกชนะสงครามราคาน้ำมันในครั้งนี้ เพราะในอีกแง่หนึ่งสภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจยุโรป (อียู) ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แรงซื้อในตลาดโลกชะลอตัวลง

ต้องยอมรับว่าขณะที่โฟกัสทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนจากสหรัฐไปอยู่ที่จีนเรียบร้อยแล้ว “จีนขยับเท่ากับโลกสะเทือน” และสภาพเศรษฐกิจจีนอยู่ในสภาพชะลออย่างมากในปัจจุบัน ก็ทำให้การนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางชะลอตัวไปด้วย ยืนยันได้จากสัดส่วนการนำเข้าของจีนที่ร่วงลงอย่างรุนแรงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกันญี่ปุ่นซึ่งกำลังจะกลับมาเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั่วประเทศอีกครั้งกำลังจะทำให้ความจำเป็นในการนำเข้าพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ภายในประเทศปรับตัวลดลงอีกด้วย

ขณะเดียวกันอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ การตัดสินใจผ่อนคลายการคว่ำบาตรอิหร่านส่งผลให้อิหร่านกำลังจะกลับมาส่งออกน้ำมันได้อีกครั้งหลังจากที่ถูกห้ามส่งออกน้ำมันมาหลายสิบปี โดยรัฐมนตรีน้ำมันอิหร่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมที่จะส่งออกน้ำมัน 5 แสนบาร์เรล/วัน ในทันทีหลังจากได้รับการยกเลิกคว่ำบาตรและพร้อมจะส่งออกอีก 5 แสนบาร์เรล/วันในอีก 6 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การกดดันราคาน้ำมันให้ตกต่ำเป็นเวลานานๆ ไม่ได้ส่งผลดีต่อสมาชิกกลุ่มโอเปกอย่างทั่วถึง สมาชิกบางรายที่ไม่ได้อยู่ในตะวันออกกลางก็มีต้นทุนการผลิตน้ำมันที่สูงใกล้เคียงสหรัฐเช่นกัน และต้องเผชิญกับปัญหาสภาพกำไรที่ปรับตัวลดลง

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วกับ แอลจีเรีย อิรัก ลิเบีย ไนจีเรีย และเวเนซุเอลา กลายเป็นกลุ่มอ่อนไหวทั้ง 5 ตามการจัดกลุ่มของอาร์บีซี แคปปิตอล มาร์เก็ตส์ ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่จากแคนาดา เนื่องจากสภาพรายได้ของประเทศที่หดตัวลงตามราคาน้ำมัน

ทั้งนี้ ประเทศพวกนี้ไม่ใช่ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ จึงทำให้ไม่มีตลาดขนาดใหญ่รองรับการผลิตน้ำมันเท่ากับซาอุดิอาระเบีย หลายประเทศต้องเผชิญกับสภาพความวุ่นวายทางการเมือง จนเศรษฐกิจอยู่ในสภาพสุ่มเสี่ยงแม้แต่ซาอุดิอาระเบียก็ต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล

คำถามสำคัญที่ยังคงไม่มีคำตอบสำหรับกลุ่มโอเปกคือ การดำเนินกลยุทธ์กดราคาน้ำมันในครั้งนี้คุ้มค่ากับความเสียหายทางเศรษฐกิจหรือไม่ เพราะมีหลายประเทศที่ต้องเผชิญกับความเสียหายทางเศรษฐกิจเพราะซาอุดิอาระเบียซึ่งถือเป็นผู้นำกลุ่มโอเปกโดยพฤตินัยต้องการเอาชนะกลุ่มผู้ผลิตเชลออยล์

สำหรับส่วนที่เหลือของโลกผลกระทบจากสงครามที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นความเคลื่อนไหวด้านราคาน้ำมัน ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากนี้อาจมีความเป็นไปได้ที่โอเปกจะสามารถกลับมากุมบังเหียนในการกำหนดราคาน้ำมันได้อีกครั้ง และจะกดให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่จุดที่โอเปกคิดว่าคือจุดคุ้มทุน คือ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท