
แบงก์รัฐฟื้นยาก
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
เป็นที่จับตาว่าการเข้ามาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ในรัฐบาล คสช. 3 นำทีมโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และมี อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เป็น รมว.คลัง ที่กำลังคิดมาตรการแก้ปัญหา “เกาให้ถูกที่คัน” จะมุ่งเน้นช่วยเหลือไปยังกลุ่มที่กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศให้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
สมคิด และ อภิศักดิ์ ประกาศเป้าหมายชัดเจนในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการคือ การช่วยเหลือชาวนา ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยใช้มาตรการแนวเดียวกับทักษิโนมิกส์ คือใช้นโยบายกึ่งการคลัง ด้วยการสั่งสถาบันการเงินเฉพาะกิจ(แบงก์รัฐ) และอาจรวมถึงการใช้คอนเนกชั่นของอภิศักดิ์ในการดึงแบงก์พาณิชย์เข้ามาเร่งอัดสินเชื่อเพื่อช่วยรากหญ้า เอสเอ็มอี คนมีรายได้ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ให้เข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้น
ที่ผ่านมา ทั้งสมคิด และอภิศักดิ์ ได้ซุ่มทำการบ้านกันมาก่อน มีการเชิญหัวเรือใหญ่ของแบงก์รัฐทุกแห่งที่ยังมีฐานะทางการเงินเข้มแข็งพอที่จะอัดฉีดสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามาบอกกล่าวว่าจะเร่งออกมาตรการสินเชื่อใหม่กันแล้ว
ล่าสุด สมคิด ระบุชัดว่า จะพยายามเสนอมาตรการระยะสั้นให้เร็วที่สุด เพื่อทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ โดยออกตัว ขออย่าเรียกว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นมาตรการระยะสั้นที่จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะการช่วยเหลือเกษตรกรในอนาคต การพัฒนาชนบท พัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้แข็งแรง ยั่งยืน และลดความแตกต่าง ลดความเหลื่อมล้ำให้น้อยลง
สมคิด ย้ำว่า นโยบายอะไรดีๆ ของเก่าๆ ที่ดีๆ ก็จะเอามาทำต่อ ส่วนอะไรที่เริ่มใหม่แล้วดีก็จะสานต่อไปเรื่อยๆ ขอเวลาให้กับทีมงานและรัฐมนตรีใหม่ๆ ด้วย
ขณะที่ อภิศักดิ์ พูดชัดว่า มาตรการระยะสั้นที่กำลังจะออกมาคือ การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ผ่านแบงก์รัฐ โดยจะพยายามดูแลไม่ให้เป็นภาระทางการคลังในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ข้อคิดว่า รัฐบาลที่มาใหม่ต้องมีการทำประชานิยมบ้างเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่ก็ต้องทำในระดับพอเหมาะ ไม่สร้างปัญหาต่อเนื่อง
พร้อมทั้งระบุด้วยว่า สินเชื่อของแบงก์รัฐที่ขยายตัว 5-6% ในช่วงครึ่งแรกของปีที่ผ่านมา สมเหตุสมผลดีแล้ว
นอกจากนี้ หากมองย้อนกลับไปที่ฐานะของธนาคารรัฐหลายแห่ง การออกมาตรการเพื่อผลักดันให้ธนาคารรัฐเป็นแหล่งเงินทุนของผู้มีรายได้น้อย หรือเอสเอ็มอี ก็มีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงอยู่มาก เพราะอาจกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้เงินจากแบงก์รัฐไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างที่ทีมเศรษฐกิจประยุทธ์ 3 คิดเอาไว้
อุปสรรคแรกมาจากตัวแบงก์รัฐเองที่มีปัญหา โดยขณะนี้มี 4 แห่งที่ยังขาดหัวเรือใหญ่ หรือผู้บริหารระดับกรรมการผู้จัดการ (เอ็มดี) ในการขับเคลื่อนการทำงาน โดยมี 2 แห่งที่ร้างเอ็มดีมานาน ได้แก่ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ และอีก 2 แห่งที่เอ็มดีกำลังจะหมดวาระ ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ซึ่งกระบวนการสรรหาเอ็มดีใหม่จะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลชะงักได้
นอกจากนี้ ยังมีแบงก์รัฐที่มีปัญหาหนี้เสียและอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือซูเปอร์บอร์ด ได้แก่ ไอแบงก์ และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งกรณีของเอสเอ็มอีแบงก์ มีการแก้ไขปัญหาหนี้เสียอย่างต่อเนื่อง และแม้จะสามารถปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบได้เกือบ 2 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่เอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีแบงก์ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง หากผลักดันให้ปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยง ฐานะธนาคารก็สุ่มเสี่ยงตามไปด้วย ส่วนไอแบงก์นั้นยังไม่เห็นการแก้ปัญหาที่ชัดเจน หนี้ตกชั้นยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และสินเชื่อยังหดตัว
ปัญหาของแบงก์รัฐบางแห่งที่ยังพิกลพิการดังกล่าว ทำให้ภาระหนักในการอัดฉีดสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ไปตกหนักที่ 3 แบงก์ คือ ธนาคารออมสิน ที่ถูกวางบทบาทให้ช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ผู้มี
รายได้น้อย, ธ.ก.ส. ที่พุ่งเป้าไปที่เกษตรกรที่ประสบปัญหารายได้ลดลงจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และ ธอส. ที่มีภารกิจชัดเจนอยู่แล้ว คือการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้ผู้ที่มีรายได้น้อย
อุปสรรคประการต่อมา คือการที่กระทรวงการคลังได้โอนเรื่องการกำกับธนาคารรัฐไปให้กับ ธปท.ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เพื่อป้องกันการเมืองเข้าแทรกแซง ใช้ธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อประชานิยม จนเกิดหนี้เสียมากมายเหมือนที่ผ่านมา
การที่ ธปท.เข้ามากำกับดูแลธนาคารรัฐครั้งนี้ จะทำให้การปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐไม่คล่องตัวเหมือนที่ผ่านมา และต้องตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้ามากกว่าเดิม ไม่สามารถปล่อย
สินเชื่อแบบไร้หลักประกัน หรือสินเชื่อตามคำสั่งรัฐได้เหมือนเดิม ในขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทีมประยุทธ์ 3 ครั้งนี้ เน้นไปที่กลุ่มรากหญ้า ชาวไร่ ชาวนา หรือเอสเอ็มอีที่เป็นกลุ่มเสี่ยง การผลักดันให้ธนาคารรัฐปล่อยสินเชื่อจึงไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมา เพราะต้องหารือกับ ธปท.อย่างเข้มข้นในฐานะผู้กำกับดูแลเป็นแน่
อุปสรรคที่สาม คือการเปลี่ยนเกณฑ์ในการค้ำประกันสินเชื่อใหม่ของ บสย.ให้เป็น 30% โดยที่กำหนดให้ธนาคารผู้ปล่อยกู้ต้องแบ่งกระจายภาระความเสียหายระหว่างธนาคารผู้ปล่อยกู้กับ บสย. ในสัดส่วน 30 ต่อ 70 ที่คาดว่าจะเริ่มได้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ก.ย.นี้นั้น จะส่งผลต่อการพิจารณาปล่อยสินเชื่ออย่างมาก เพราะในขณะที่โครงการเก่า คือ พีจีเอส 5 ธนาคารผู้ปล่อยกู้แทบไม่ต้องควักเงินจ่ายชดเชยความเสียหายเลย แต่ในโครงการใหม่ ธนาคารผู้ปล่อยกู้ต้องรับภาระความเสียหายด้วยตั้งแต่บาทแรก ย่อมส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธการให้สินเชื่อแก่เอสเอ็มอีที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
ดังนั้น เป็นโจทย์ใหญ่ที่อภิศักดิ์ ในฐานะ รมว.คลัง ต้องรีบจัดการเคลียร์หากต้องการใช้ธนาคารรัฐอัดฉีดสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือเอสเอ็มอี เพื่อสร้างกำลังซื้อให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
และที่สำคัญ เพื่อไม่ให้สร้างภาระในอนาคตต่อธนาคารรัฐ รมว.คลังคนใหม่ต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจน สั่งแยกสินเชื่อตามนโยบายของรัฐ หรือพีเอสเอ ออกจากสินเชื่อปกติของธนาคารรัฐ เพื่อไม่ให้ปัญหาซ้ำรอยประชานิยมของรัฐบาลในอดีต และไม่ให้สร้างภาระงบประมาณในอนาคตอีกด้วย







