
หลังควันระเบิดราชประสงค์ "ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป"
หนึ่งสัปดาห์หลังเหตุระเบิดที่ศาลพระพรหม ราชประสงค์ กับเสียงจากผู้คนที่ต้องอาศัยสถานที่แห่งนี้ทำมาหากิน
โดย...วรรณโชค ไชยสะอาด
ผ่านมา 7 วันแล้ว สำหรับเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ สังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ 20 ราย บาดเจ็บอีก 120 ราย ท่ามกลางความหวาดระแวงของประชาชนทั้งประเทศ
วันนี้ บรรยากาศเริ่มกลับมาคึกคัก นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนทยอยกันมาสักการะกราบท้าวมหาพรหม ณ ศาลพระพรหม แยกราชประสงค์กันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
ความน่าสนใจอยู่ตรงอาชีพเล็กๆที่ทำมาหากินภายในศาลพระพรหม ไล่ตั้งแต่พ่อค้าแม่ขายเครื่องเซ่นไหว้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พนักงานรักษาความสะอาด ยันคณะนางรำหน้าหวาน ต่างกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติอีกครั้ง
พงษ์สถิตย์ เพ็งงาม เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในศาลพระพรหม เห็นว่า สถานการณ์โดยรอบพื้นที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสงบ นักท่องเที่ยวทยอยกันเข้ามาสักการะท้าวมหาพรหมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีท่าทีหวาดวิตกแต่อย่างใด หลายคนมีรอยยิ้ม ถ่ายรูปเเละขอพรอย่างเป็นปกติ ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัย ระยะนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเเละทหาร ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดูแลสถานการณ์อย่างเข้มงวด
“วันเกิดเหตุ ผมโชคดีที่ไม่ได้อยู่เวร แต่ก็รู้สึกหดหู่ต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น ผ่านมาแล้ว 7 วัน ก็รู้สึกดีขึ้นและไม่มีความกลัวที่ต้องปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จากนี้ไปผู้บริหารจะมีการเรียกประชุมหารือถึงมาตราการรักษาความปลอดกันอีกครั้งว่าจำเป็นต้องเข้มงวดมากขึ้นแค่ไหน”
กุมภา ยอดศรีเมือง เเม่ค้าขายพวงมาลัยและเครื่องบูชาพระพรหม ผู้ปักหลักทำมาหากินริมทางเท้าบริเวณแยกราชประสงค์มานานกว่า 40 ปี บอกด้วยเเววตาโศกเศร้าว่า โชคดีที่วันเกิดเหตุเป็นวันหยุดที่ทางกรุงเทพมหานครกำหนดไว้ มิเช่นนั้นเธอและเพื่อนแม่ค้าทั้งหลายอาจไม่ได้มานั่งร้องเรียกหาลูกค้าปาวๆแบบนี้เเล้วก็ได้
“กทม.ออกกฎห้ามขายของริมทางเท้าในวันจันทร์ ไม่งั้นแม่ค้าแถวนี้อาจไม่รอด เพราะพวกเราอยู่ใกล้แรงระเบิดมาก ขณะเดียวก็น่าจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่านี้ด้วย เพราะนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มทัวร์มักมาเลือกซื้อเครื่องเซ่นไหว้บริเวณนี้”
แม่ค้าขายพวงมาลัยรายนี้ บอกต่อว่า แม้จะผ่านมาแล้ว 7 วัน แต่ทุกครั้งที่เปิดโทรทัศน์ดูข่าวก็ยังรู้สึกหดหู่ ใจคอไม่ดีสะเทือนใจต่อการกระทำอันโหดเหี้ยมของคนร้าย
เธอเชื่อว่าบรรยากาศจะเข้าสู่สภาวะปกติอย่างสมบูรณ์อาจจะต้องรอใช้เวลานานถึง 5 เดือน
"ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติขึ้นในบริเวณนี้ เช่น การชุมนุมทางการเมือง หรือการทำลายพระพรหมในอดีต จะใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือนกว่าทุกอย่างจะเข้าสู่สภาวะปกติ บรรยากาศของผู้คนและสภาพเศรษฐกิจโดยรอบจะซบเซาลง เนื่องจากนักท่องเที่ยวน้อย อีกอย่างคือโรงแรมเอราวัณยังเปิดให้ใช้ทางเข้าออกเพียงประตูเดียว ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปมาก"
ความกังวัลเพียงสิ่งเดียวของพ่อค้าแม่ค้าไม่ใช่อันตราย เเต่อยู่ตรงเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้หรือไม่
กนกพร ทิพโยสถ เจ้าของคณะนางรำชื่อ "กนกพร ทิพยโอสถ" ระบายความในใจให้ฟังว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาของการทำงานตรงนี้ ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายสุดขั้วเมื่อคืนวันที่ 17 ส.ค. เป็นวันที่เธอจะจดจำไปจนวันตาย
“ไม่คิดว่าจะมีใครใจร้ายถึงขนาดลอบวางระเบิดในสถานที่ทางศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ได้ลงคอ แม้จะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น แต่ก็รู้สึกหดหู่ ใจหายที่ต้องมีคนสูญเสียในพื้นที่ทำมาหากินของเรา ได้แต่ภาวนาให้เขาไปอยู่ภพชาติที่ดีต่อไป”
เจ้าของคณะนางรำบอกอีกว่า ด้วยแรงศรัทธาที่มีต่อพระพรหม ทำให้บรรยากาศโดยรอบเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว เเม้นักท่องเที่ยวจะยังไม่หนาเเน่นเช่นเคย เเต่คาดว่าน่าจะเป็นแค่ชั่วคราว
"เท่าที่สังเกตนักท่องเที่ยวหลายคนโดยเฉพาะชาวจีน ฮ่องกง ทำใจได้แล้วกับการสูญเสีย ส่วนใหญ่พากันไหว้พระ ขอพร ยิ้มแย้มถ่ายภาพกันอย่างปกติ แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ยังเสียน้ำตา เขาคงมาเพื่ออวยพร อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่จากไป”
ประภาพร จันทจร นางรำจากคณะดำรงนาฎศิลป์ ผู้ยึดอาชีพนี้มานานกว่า 15 ปี เล่าบรรยากาศวันเกิดเหตุให้ฟังว่า ขณะกำลังฟ้อนรำ ท่ามกลางเสียงบรรเลงของวงดนตรีปี่พาทย์ นักเที่ยวพากันกราบไหว้บูชา ปักธูป วางพวงมาลัย อธิษฐานขอพร และถ่ายภาพกันอย่างคึกคัก จู่ๆก็เกิดเสียงดังตูมสนั่นหวั่นไหว พร้อมๆกับประกายไฟพุ่งเจิดจ้า และเสียงกรีดร้องที่มาจากความตื่นตระหนกและความเจ็บปวด จนกลายเป็นความโกลาหล ทุกคนวิ่งหนีหอบเอาร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดเข้ามาหลบภายในซุ้มนางรำ
“ตอนนั้นคิดว่าไม่ใช่เหตุการณ์ปกติแล้ว เสียงดังมากจนน่าตกใจ หลายคนกรีดร้อง เราเห็นภาพคนกระเด็นเพราะแรงระเบิด มีสะเก็ดแผลและรอยเลือดเจิ่งนองบนพื้น รู้สึกแย่มากๆ”เธอชี้ไปยังพื้นคอนกรีตภายในศาล
“ภาพพวกนี้ก็ยังติดตาและทำให้หดหู่อยู่บ้าง แต่รู้สึกโชดดีมากกว่าที่เรารอดปลอดภัยมาได้ เชื่อว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของพระพรหม ที่ท่านได้คุ้มครองชีวิตพวกเราไว้”
ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์เต็ม เธอรู้สึกดีขึ้นและเอ่ยว่า จะมัวมานั่งกลัว นั่งกังวลกับอันตรายคงไม่ได้ เพราะอย่างไรเสีย อาชีพหลักที่เป็นชีวิตของตัวเองมาตลอด 15 ปี ก็ต้องเดินต่อเเม้ผู้คนจะเบาบางลงไปบ้าง เเต่เชื่อว่าด้วยศรัทธาของพระพรหม ไม่นานนักท่องเที่ยวจะกลับเข้ามาอย่างเป็นปกติในที่สุด
ขณะที่ ศรายุทธ ปวงหิน เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดจากมูลนิธิท้าวมหาพรหม ชายคนนี้ได้สูญเสียเพื่อนร่วมอาชีพไปหนึ่งคนจากเหตุการณ์ดังกล่าว
“ผ่านมาแล้ว 7 วันยังรู้สึกกลัว กังวลและหดหู่ต่อเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้น รู้สึกว่าความรุนแรงมันใกล้ตัวผมมาก ยิ่งเสียเพื่อนไปด้วยคนนึงยิ่งรู้สึกแย่ใหญ่ เพื่อนผมนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ตัวนั้นครับ” เขาหยุดเก็บกวาดลานหน้าพระพรหมชั่วครู่ ชี้มือไปยังม้านั่งที่อยู่ติดกับโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ที่ๆเพื่อนของเขาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ส่วนผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดนั้น เจ้าตัวเห็นว่าบรรยากาศเริ่มกลับมาคึกคักขึ้นเรื่อยๆ แม้นักท่องเที่ยวจะยังไม่หนาแน่นเต็มพื้นที่ แต่ก็ผลัดเปลี่ยนหมุมเวียนกันมาตลอดทั้งวัน
หลังม่านควันระเบิดและความตาย บางคนยังรู้สึกหดหู่ บางคนยังคงโศกเศร้า ขณะที่อีกหลายคนกลับมายิ้มได้อีกครั้ง เพราะไม่ว่าอย่างไร ---- ชีวิตต้องดำเนินต่อไป
ทั้งหมดนี้คือ เสียงสะท้อนจากบรรดาผู้ที่อาศัยใช้ชีวิตทำมาหากินอยู่รอบศาลมหาพรหม แยกราชประสงค์







