posttoday
เจาะเบื้องหลังสัปดาห์วินาศ เหตุดาวโจนส์ร่วงกว่าพันจุด!

เจาะเบื้องหลังสัปดาห์วินาศ เหตุดาวโจนส์ร่วงกว่าพันจุด!

24 สิงหาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการเศรษฐกิจทั่วโลกเลยทีเดียว เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นวอลสตรีททิ้งท้ายสัปดาห์ด้วยการถล่มลงครั้งใหญ่ โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์รูดลงอย่างรุนแรงถึง 531 จุด ลงมาอยู่ที่ 16,459.75 จุด ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกในปี 2011

และหากนับตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ดาวโจนส์ร่วงลงมาแล้วถึง 1,000 จุด ขณะดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วง 5.7% และแนสแด็กร่วง 6.8%

สื่อหลายสำนักชี้ตรงกันว่า สาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นร่วงลงวันเดียวถึงเพียงนี้มาจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน ประการแรก คือ ความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวเร็วเกินกว่าที่รัฐบาลปักกิ่งตั้งเป้าไว้ ปัจจัยต่อมา คือ ความไม่แน่นอนของช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ย และสุดท้าย คือ ผลกระทบจากการถล่มลงของราคาน้ำมัน ซึ่งดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี

เหนือสิ่งอื่นใดต้องยอมรับว่า ตัวจุดชนวนการถล่มของตลาดหุ้นในครั้งนี้ คือ การเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิต ฉบับเบื้องต้นประจำเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นการจัดทำโดยไฉ่สิ่น นิตยสารทางการเงินของจีนกับมาร์กิตบริษัทวิจัยการตลาดชื่อดัง ล่าสุดดิ่งลงไปอยู่ที่ 47.1 จุด ร่วงจากเดิมเมื่อเดือน ก.ค. อยู่ที่ 47.8 จุด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีหุ้นจีนถล่มลง และจุดชนวนให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นล้มลงเป็นโดมิโนกันทั่วโลกจนถึงสหรัฐ

ทั้งนี้ ดัชนีที่เติบโตในระดับต่ำกว่า 50 จุด หมายความว่าภาคการผลิตจีนกำลังหดตัว ซึ่งภาคการผลิตถือเป็นภาคส่วนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแดนมังกร เมื่อภาคการผลิตหดตัว ย่อมหมายถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยปัจจุบันอัตราการเติบโตเฉลี่ยของเศรษฐกิจจีนอย่างมากที่สุดก็ยังโตได้เพียง 7% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษเลยทีเดียว และอาจจะเป็นครั้งแรกที่เศรษฐกิจปีนี้อาจเติบโตต่ำกว่าเป้า

การชะลอตัวของรัฐบาลจีนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนจากการเติบโตแบบพึ่งพาการลงทุนเป็นการเติบโตแบบพึ่งพาการบริโภคภายในเป็นหลัก เพื่อลดผลกระทบจากการเติบโตแบบไม่มีคุณภาพ คือเป็นการเติบโตที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ใช่การเติบโตที่แท้จริง ส่งผลให้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่เผชิญกับความเสี่ยงสูงจากการแบกรับภาระหนี้ที่สูงเกือบ 300% ต่อจีดีพีเลยทีเดียว

รัฐบาลจีนได้พยายามด้วยการเริ่มปรับลดมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินจากภาครัฐอย่างค่อยเป็นค่อยไป และส่งสัญญาณว่าพร้อมเสมอที่จะดำเนินมาตรการบางอย่างเพื่อการพยุงตลาดให้รอดพ้นจากการชะลอตัวอย่างรุนแรก หรือที่เรียกกันเล่นๆ ว่า “ฮาร์ดแลนดิ้ง”

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลันทำให้สภาพเศรษฐกิจของจีนปรับตัวตามไม่ทัน จนเกิดสภาพ “เศรษฐกิจติดเบรก” อย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้ กอปรกับสภาพชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกทำให้การนำเข้าและส่งออกของจีนชะลอตัวตามไปด้วยอย่างเห็นได้ชัด  โดยตัวเลขล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา การส่งออกดิ่งตัวถึง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่การนำเข้าดิ่งลงถึง 8.1%

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากการตัดสินใจอ่อนค่าเงินของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) อีกด้วย ส่งผล โดยคารีน คาวานาฟ รองประธานอาวุโสและนักยุทธศาสตร์การตลาดระดับสูงของโวยา อินเวสเม้นท์ แมเนจเม้นท์ แสดงความเห็นว่า จริงอยู่ที่เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวชั่วคราว แต่การลดค่าเงินของจีนจะส่งผลกระทบไปทั่วกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนกังวลเนื่องจากสถานการณ์การเงินอาจย่ำแย่กว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นดิ่งตัวอย่างรุนแรงคงหนีไม่พ้นความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของเฟดในประเด็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย ถึงแม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะคาดการณ์ตรงกันว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย “อย่างเร็วที่สุด” ในช่วงเดือน ก.ย.ปีนี้

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการชะลอตัวของจีนอาจทำให้เฟดตัดสินใจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน ซึ่งอาจจะเลื่อนไปได้ถึงช่วงต้นปีหน้าเลยทีเดียว นอกจากนี้รายงานการประชุมล่าสุดยังระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) เห็นตรงกันว่า ดัชนีทางเศรษฐกิจหลายตัวยังไม่เติบโตตามเป้าหมายที่เฟดวางไว้ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อที่โตไม่ถึง 2% มามากกว่า 10 ปีแล้ว

ทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของเฟด จึงยังเอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างยิ่ง ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการหาผลกำไรและดึงทุนมาไว้ในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง (เซฟเฮเวน) ในที่สุด

ประเด็นสุดท้ายคือสภาวะราคาน้ำมันที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงมากที่สุดในรอบ 6 ปีครึ่ง โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสของสหรัฐดิ่งฮวบใกล้แตะจุด 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วยังสามารถยืนอยู่ได้ที่จุด 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือปรับลงมาอยู่ในจุด 45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลแล้ว

แม้จะถือว่าการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ในสหรัฐเป็นตัวจุดชนวนการเกิดวิกฤตสภาพน้ำมันตลาดหมีในครั้งนี้ แต่ปัจจัยการบริโภคน้ำมันที่ชะลอตัวลงตามกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งในจีน ในสหภาพยุโรป (อียู) ล้วนเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการสร้างภาวะน้ำมันล้นตลาดโลกไม่แพ้กัน

สำหรับสหรัฐในปัจจุบันราคาสภาพน้ำมันราคาถูกดูเหมือนจะเป็นปัจจัยลบทางเศรษฐกิจแทนที่จะเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ เนื่องจากสหรัฐเป็นชาติที่เน้นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ดังนั้นการลดราคาน้ำมันเท่ากับการลดภาษีทางอ้อมจึงช่วยกระตุ้นให้คนจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สภาพเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันกลับมีอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นแรงขับเคลื่อนหลักและการจ้างงานในภาคส่วนนี้สูงมาก ดังนั้น สภาพราคาน้ำมันขาลงกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหลักในอุตสาหกรรมในภาคพลังงานของสหรัฐค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ แม้ธุรกิจข้ามชาติรายใหญ่จะยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่สภาพกำไรก็ดิ่งลงอย่างฮวบฮาบ ขณะที่บริษัทรับขุดเจาะเชลออยล์ได้ต่างทยอยปิดกิจการกันเป็นแถบๆ

สภาพตลาดหุ้นดิ่งเหวถือเป็นสภาวะที่สร้างความตกตะลึงให้กับตลาดเป็นอย่างมาก และอาจส่งต่อการตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไม่น้อยทีเดียว เพราะท้ายที่สุดแล้วการดิ่งตัวลงอย่างรุนแรงในตลาดหุ้นเช่นนี้จะสะท้อนภาพในระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท