posttoday
ผ่า10ประเด็นร้อน ชี้ชะตาร่างรธน.

ผ่า10ประเด็นร้อน ชี้ชะตาร่างรธน.

24 สิงหาคม 2558

เผยแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับสมบูรณ์

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เผยแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับสมบูรณ์ ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในวันที่ 6 ก.ย.

สำหรับขั้นตอนในวันลงมติ “เทียนฉาย กีระนันทน์” ประธาน สปช. กำหนดให้ลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยการขานชื่อสมาชิก สปช.เป็นรายบุคคล โดยการตัดสินว่าร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับความเห็นชอบหรือไม่จะใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิก สปช. เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน คือ 124 เสียงจากสมาชิก สปช. 248 คน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครรู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่าน สปช.หรือไม่ เนื่องจาก สปช.เพิ่งได้รับเอกสารเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่มีปัจจัยที่เป็นประเด็นร้อนในร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 10 ข้อที่อาจเป็นตัวชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

1.ที่มานายกรัฐมนตรี อาจเรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุดเลยก็ได้ เดิมทีรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 บัญญัติให้นายกฯ ต้องเป็น สส. แต่มาครั้งนี้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ออกแบบให้นายกฯ มีที่มาจาก 2 ทางด้วยกัน ประกอบด้วย 1.สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกจากบุคคล สส. โดยใช้มติเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภา หรือ 235 เสียงจาก สส.เต็มจำนวนทั้งหมด 470 คน 2.สภาลงมติเลือกจากบุคคลที่ไม่ได้เป็น สส. แต่ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3  หรือ 313 เสียงจาก สส.ทั้งหมด 470 คน

หากเกิดกรณีสุดวิสัยที่สภาไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ภายใน 30 วัน ได้กำหนดให้ประธานสภานัดประชุมเพื่อเลือกนายกฯ อีกครั้งใน 15 วัน และถ้าสภายังไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ สภาต้องถูกยุบและจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน

2.การเลือกตั้ง สส. กมธ.ยกร่างฯ วางหลักให้มี สส.450-470 คน แบ่งเป็น สส.เขต 300 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 150-170 คน เป็นครั้งแรกที่นำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนจากประเทศเยอรมนีมาใช้ ซึ่งมีความซับซ้อน คือ ให้พรรคการเมืองได้จำนวนตามคะแนนความนิยมที่เป็นจริง

เช่น ถ้าพรรรค ก. ได้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อ 40% และ จำนวน สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเกิน 40% จากทั้งหมด 300 คน แล้ว พรรคการเมืองนั้นจะไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่ออีก ซึ่งระบบดังกล่าวได้รับเสียงวิจารณ์ว่าทำให้พรรคการเมืองขนาดกลางมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

3.การได้มาซึ่ง สว. วุฒิสภาชุดใหม่ยังเป็นระบบสองน้ำเหมือนเดิม ได้แก่ 1.จากการเลือกตั้ง 77 คน (จังหวัดละ 1 คน) และ 2.สว.สรรหา จำนวน 123 คน แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันดำเนินการเลือก สว.สรรหาก่อน 123 คน โดยให้ สว.สรรหาที่มาจากช่องทางนี้มีวาระอยู่ในตำแหน่ง 3 ปี

4.การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในอดีตการถอดถอนจะเป็นของวุฒิสภาฝ่ายเดียว แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้แยกอำนาจถอดถอนเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ให้รัฐสภา (สภาและวุฒิสภา) มีอำนาจถอดถอน นายกฯ รัฐมนตรี สส. และ สว. โดยใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภา 2.ให้อำนาจวุฒิสภาถอดถอนตุลาการศาล ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง อัยการสูงสุด กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของ สว.

5.การดำเนินคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ เพราะในร่างรัฐธรรมนูญเปิดทางให้ สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ยื่นคำร้องต่อประธานศาลฎีกาเพื่อขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตั้งผู้ไต่สวนอิสระจำนวนไม่เกิน 3 คน ทำหน้าที่ไต่สวนกรณีการกล่าวหานายกฯ รัฐมนตรี ประธานสภา หรือประธานวุฒิสภา กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนคดีล่าช้าหรือไต่สวนแล้วแต่ไม่ชี้มูลความผิด

6.เครื่องมือป้องกันประชานิยม ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาพรรคการเมืองหลายพรรคได้ใช้นโยบายประชานิยมกันมหาศาลจนส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศ ด้วยเหตุผลนี้ทำให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ บัญญัติในมาตรา 189 เพื่อป้องกันนโยบายที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ  การอนุมัติโครงการ ให้วิเคราะห์ภาระงบประมาณและภาระทางการคลัง ทั้งในระยะสั้นและยาว ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และให้ระบุปริมาณและแหล่งที่มาของเงินในการสนับสนุนการดำเนินนโยบาย

7.อำนาจศาล คณะ กมธ.ยกร่างฯ ยังให้มีศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด และศาลทหารเอาไว้ แต่ได้ปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาคดีเลือกตั้งสส.และการได้มาซึ่งสว. ทั้งการให้ใบเหลืองและใบแดง แต่ให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาสู้คดีใบแดงในชั้นศาลฎีกาได้อีกครั้ง รวมถึงให้มีศาลปกครองมีแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ เพื่อวินิจฉัยกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้เงินแผ่นดินจนสร้างความเสียหาย

8.มาตรการให้รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่รัฐบาลไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เช่น การออกกฎหมายสำคัญตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการได้รับประโยชน์จากรัฐ ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้แก้ไขโดยกำหนดให้การไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรรมนูญในเรื่องดังกล่าว ให้ถือว่าคณะรัฐมนตรี สส. หรือ สว.จงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนี้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย

9.การแก้ไขรัฐธรรรมนูญ คณะ กมธ.ยกร่างฯ ออกแบบให้การแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศทำได้ยากกว่าเดิม เพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากแก้ไขรัฐธรรมนูญตามใจชอบโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดว่าถ้าเป็นกรณีที่เป็นการแก้ไขที่หลักการพื้นฐาน เช่น โครงสร้างสถาบันการเมืองจะต้องผ่านการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ได้กำหนดเอาไว้

10.คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ เจตนารมณ์หลักของร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ คือ การผลักดันการปฏิรูปประเทศให้เป็นรูปธรรม แต่ไฮไลต์สำคัญกลับอยู่ที่อำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ที่บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 280 ที่ระบุว่า

“ภายใน 5 ปีนับตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ถ้ามีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นเอกราชของชาติ หรือมีกรณีที่เกิดความขัดแย้งอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในประเทศ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯมีมติด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการสถานการณ์ดังกล่าวแทนได้ หลังจากมีการปรึกษากับประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานศาลปกครองสูงสุด”

10 ประเด็นร้อนทั้งหมดนี้อาจไม่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคณะ กมธ.ยกร่างฯ แต่อาจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับสปช.และประชาชนก็เป็นไปได้ จนส่งผลต่ออนาคตของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท