
M79-RGD-5-คาร์บอมบ์ วังวนความรุนแรงปมการเมืองร้อน
ความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีระเบิดเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ หลายรูปแบบ
โดย...กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์
ประเมินทั้งในแง่ความเสียหายและผลกระทบที่ตามมาแล้ว เหตุระเบิดบริเวณศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นความรุนแรงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์
ทว่าความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์ หลายรูปแบบ ที่แสดงให้เห็นวิวัฒนาการ ความเปลี่ยนแปลง ในขณะที่หลายเหตุการณ์ยังไม่มีความคืบหน้าและไม่อาจสืบหาตัวคนที่อยู่เบื้องหลังได้
ในช่วงที่การเมืองเริ่มขยับสู่ท้องถนน “เสื้อเหลือง” เริ่มก่อตัวมวลชนออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณเพิ่มจำนวนมากขึ้น อีกด้านเริ่มปรากฏกลุ่มออกมาปกป้องรัฐบาล ปลุกให้บรรยากาศร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะมีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะในจุดสำคัญต่างๆ
วันที่ 9 มี.ค. 2549 เกิดเหตุระเบิดบริเวณตู้ยามบ้านสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ทำให้ชาวต่างประเทศที่เดินอยู่บริเวณนั้นได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 2 คน กระจกป้อมตำรวจแตกละเอียด รถยนต์ใกล้เคียงเสียหาย
วันที่ 24 ส.ค. 2549 เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พบรถเก๋งปริศนาติดตั้งระเบิดอานุภาพทำลายล้าง 1 กม. จอดอยู่บริเวณแยกบางพลัด เส้นทางที่ขบวนรถของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางผ่าน
แม้ต่อมาจะเกิดการรัฐประหาร วันที่ 19 ก.ย. 2549 ทว่าเหตุการณ์ความรุนแรงกลับไม่ได้ลดน้อยลงไป แถมค่อยๆ เพิ่มทั้งความรุนแรงและความถี่มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สร้างความหวาดกลัวให้คนกรุงไม่น้อย คือ เหตุระเบิด 9 จุด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 38 คน ในคืนส่งท้ายปีเก่า 2549 ต้อนรับปีใหม่ 2550
เหตุระเบิดยังคงเกิดต่อเนื่อง บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ ที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2550, ตู้โทรศัพท์ที่เมเจอร์รัชโยธิน เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2550, จนมาถึงการล้วงคองูเห่า วางระเบิดริมรั้วกองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ก่อนเสียงระเบิดจะค่อยๆ เงียบหายไปพักใหญ่
บรรยากาศความรุนแรงกลับมาคุกรุ่นอีกครั้งในช่วงสถานการณ์การเมืองวุ่นวาย กลุ่มเสื้อแดงเริ่มขยายฐานมวลชนออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาล อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ก่อนจะเกิดเหตุระเบิด M79 ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในหลายจุด ในช่วงปี 2553
แม้แต่กองบัญชาการกองทัพบก บริเวณห้องทำงาน ชั้น 6 ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ขณะนั้น ยังถูกลูบคมโดนระเบิด M79 ยิงใส่ ส่งผลให้ผนังและเสาเกิดเป็นหลุม กระจกแตกไป 1 บาน โดยไม่มีผู้บาดเจ็บ เนื่องจากเกิดเหตุในช่วงเวลา 03.00 น. ของวันที่ 14 ม.ค. 2553
ถัดจากนั้นเหตุระเบิดจากทั้งเครื่องยิงชนิด M79 และแบบขว้าง M67 ก็เกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสถานที่เป้าสำคัญและบ้านเรือนประชาชนทั่วไป ซึ่งมีทั้งพลาดเป้าบ้าง ไม่ระเบิดบ้าง แต่หลายๆ ครั้งก็สร้างความเสียหายรุนแรง อาทิ วันที่ 15 มี.ค. 2553 มีการยิงระเบิด M79 เข้าไปที่กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) จำนวน 6 ลูก แต่ทำงานเพียง 4 ลูก ทำให้กำลังพลบาดเจ็บ 2 นาย
วันที่ 20 มี.ค. 2553 คนร้ายยิงจรวดอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหม ก่อนเจ้าหน้าที่จะสามารถติดตามตัว ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม มาดำเนินคดี ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2554 จำคุกทั้งสิ้น 38 ปี แต่ศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2556 เนื่องจากคำให้การของพยานเห็นเหตุการณ์ขัดแย้งกันเองจนขาดน้ำหนัก
ระเบิดศาลากลาง จ.นนทบุรี (24 มี.ค. 2553) ระเบิด M67 สำนักงานอัยการสูงสุด (26 มี.ค.) ระเบิด M67 สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 และ M79 สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 (27 มี.ค. 2553), ระเบิด M79 กรมทหารราบ 11, ระเบิด M67 บ้านบรรหาร ศิลปอาชา ถนนจรัลสนิทวงศ์ (28 มี.ค. 2553), ระเบิด M67 อาคารมูลนิธิรัฐบุรุษ (30 มี.ค. 2553), ระเบิด M79 ที่ทำการพรรคการเมืองใหม่ ถนนพระสุเมรุ (8 เม.ย. 2553)
ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในช่วงกระชับพื้นที่ม็อบเสื้อแดง วันที่ 10 เม.ย. มีผู้เสียชีวิตกว่า 25 คน บาดเจ็บกว่า 800 คน และวันที่ 23 เม.ย. 2553 มีการยิง M79 จำนวน 5 ลูก ใส่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง และย่านใกล้เคียง มีผู้เสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บกว่า 100 คน
เสียงระเบิดห่างหายไปนานในช่วงปี 2554-2556 แต่หลังจากการลุกฮือขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ช่วงปลายปี 2556 เป็นต้นมา ก็เข้าสู่ยุคระเบิดขว้างชนิด RGD-5 เริ่มตั้งแต่ถนนบรรทัดทอง เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2557 มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 40 คน ต่อเนื่องด้วยเหตุระเบิดบริเวณเวทีชุมนุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2557 จนมีผู้บาดเจ็บ 28 คน ต่อมาสามารถจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน
หลังรัฐประหาร วันที่ 22 พ.ค. 2557 ความรุนแรงพักยกไปได้แค่ชั่วคราว ก่อนเริ่มปะทุท้าทายกฎอัยการศึกด้วย “ไปป์บอมบ์” บริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีเอสเอสสยามสแควร์ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2558 ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน ที่ยังไม่มีความคืบหน้าทางคดี
ต่อเนื่องด้วยเหตุระเบิดศาลอาญา เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2558 โดยเหตุการณ์นี้ตำรวจได้คุมผู้ต้องหา 3 คน ถัดมาเกิด
คาร์บอมบ์ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2558 สร้างความเสียหายให้กับตัวอาคารและมีผู้บาดเจ็บ 7 คน อยู่ระหว่างการติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี
จนมาถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่ศาลพระพรหม แยกราชประสงค์
4ข้อสังเกต วัตถุต้องสงสัย
กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) ได้หยิบยกข้อสังเกตสำหรับวัตถุต้องสงสัยไว้ 4 ข้อ ประกอบด้วย
1.ไม่เคยเห็น เช่น พบถังดับเพลิงวางอยู่ข้างตู้เอทีเอ็ม ซึ่งปกติแล้วไม่เคยมี
2.ไม่รู้ว่าเป็นของใคร เมื่อสอบถามประชาชนหรือคนในพื้นที่ใกล้เคียงแล้วไม่พบว่าวัตถุดังกล่าวเป็นของผู้ใด ไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ
3.ไม่ใช่ที่ซึ่งวัตถุนั้นควรจะอยู่
4.ดูไม่เรียบร้อย วัตถุสิ่งนั้นมีสภาพที่ไม่เรียบร้อย ผิดปกติ เช่น มีสายไฟโผล่ มีน้ำมัน มีกลิ่นน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบนซิน เป็นต้น
แหล่งข่าวจากอีโอดี ยังบอกว่า การปฏิบัติตัวเมื่อพบวัตถุต้องสงสัยซึ่งเชื่อว่าเป็นวัตถุระเบิด ควรมีการปิดกั้นบริเวณที่พบวัตถุต้องสงสัย โดยนำกรวยยางหรือเชือกกั้นล้อมรอบบริเวณ กำหนดทางเข้าออกเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบให้ชัดเจน โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำยางรถยนต์ประมาณ 5 เส้น ครอบวัตถุต้องสงสัยไว้ หรือนำกระสอบทรายล้อมรอบวัตถุต้องสงสัยไว้แล้วแต่ความเหมาะสม โดยให้วัตถุต้องสงสัยอยู่ตรงกลาง โดยห้ามจับต้อง หยิบยก เคลื่อนย้าย ทำให้สั่นสะเทือน เคลื่อนไหว หรือสัมผัสกับวัตถุต้องสงสัยโดยเด็ดขาด
นอกจากนี้ ต้องกันคนให้ห่างจากจุดที่พบวัตถุต้องสงสัย ระยะห่างประมาณจากขนาดของวัตถุต้องสงสัย ซึ่งปกติทั่วไป ถ้าเป็นขนาดเล็ก ให้กันคนให้ห่างประมาณ 100 เมตร ถ้าขนาดใหญ่ ให้ห่างประมาณ 400 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่จะอำนวย ประชาชนที่พบเห็นรีบโทรศัพท์แจ้งกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดหรือตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียงได้ทันที
“ให้เตรียมข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานที่พบวัตถุระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัย เลขที่ ตำบล ถนน อำเภอ จังหวัด ขนาด รูปร่าง สี น้ำหนักโดยประมาณ มูลเหตุที่เชื่อว่าเป็นวัตถุระเบิด ใครเป็นผู้พบ พบเมื่อใด ใครเห็นบ้าง ที่ตัววัตถุระเบิดมีอุปกรณ์อะไรประกอบที่เห็นได้ เช่น สายไฟ นาฬิกา หรืออื่นๆ” แหล่งข่าวกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับระเบิดทางพัสดุไปรษณีย์ โดยพัสดุนั้นอาจมีน้ำหนักมากเกินขนาด ซองมีลักษณะแข็ง พับงอไม่ได้ ห่อพัสดุ หรือซองจดหมายมีลักษณะโป่งบวม หรือพอง ผิดปกติ รวมถึงลักษณะการห่อแน่นหนาเกินควร โดยมีเทปพันมากเกินไป หรืออาจมีสายไฟยื่นออกมาผิดปกติจนน่าตกใจ นอกจากนี้หากไม่มีชื่อที่อยู่ ของผู้ส่ง หรือมีแต่ไม่เคยรู้จักให้ตั้งข้อสงสัยก่อน หากพบคราบน้ำมัน หรือสีซีดจางที่ห่อกระดาษ อาจมีการเขียนข้อความ หรือติดภาพที่เรียกร้องความสนใจเป็นจดหมายที่ไม่ได้คาดว่าจะได้รับให้รีบแจ้งตำรวจทันที







