
ส่งเสริมสันติภาพโลกตามวิถีพุทธ(1)
ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงข้อคิดเห็นบางประการในเรื่องว่าจะส่งเสริมสันติภาพโลกอย่างไรดี
โดย...ฐากูร พานิช
ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงข้อคิดเห็นบางประการในเรื่องว่าจะส่งเสริมสันติภาพโลกอย่างไรดี ซึ่งในเรื่องนี้ข้าพเจ้าได้แรงบันดาลใจมาจากการอ่านบทความสั้นๆ เรื่อง พระพุทธศาสนาและสันติภาพโลก ในหนังสือ “The Spectrum of Buddhism” ที่พระปิยะทัสสีชาวศรีลังกาเป็นผู้ประพันธ์ ข้าพเจ้าจะอธิบายข้อคิดเห็นต่างๆ โดยใช้ความรู้อันจำกัดที่ได้จากการสังเกตความเป็นไปในสหประชาชาติ ในฐานะของนักการทูตผู้หนึ่ง โดยเฉพาะในช่วง 4 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2536-2539 ที่ข้าพเจ้าเป็นรองผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ข้าพเจ้าหวังอย่างจริงใจว่าท่านคงจะได้ประโยชน์ในการนำไปใช้ “ต่อยอด” ในการดำเนินงานตามเป้าหมายอันสูงส่งของท่าน
คำว่า “สันติภาพ” หรือสันตินั้น ไม่ได้หมายเพียงสภาวะที่ไร้สงครามหรือไร้การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันเท่านั้น แต่จะต้องหมายถึง “สันติสุข” ซึ่งเป็นสภาวะที่ประกอบด้วยความสงบราบรื่นและความผาสุกไปพร้อมๆ กัน สันติภาพในชาติมิได้แปลว่าชาตินั้นไม่มีการสู้รบเท่านั้น แต่ต้องปล่อยให้ประชาชนสามารถพัฒนาความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจและสังคมของพวกเขาที่นำไปสู่ชีวิตที่เป็นสุขด้วย ดังนั้น จึงต้องมีสันติภาพและความสุขควบคู่กันไป จะมีสันติภาพที่แท้จริงไปไม่ได้หากไร้ซึ่งความอยู่เย็นเป็นสุข
ในระดับระหว่างประเทศนั้น ชาติต่างๆ ควรต้องพัฒนาในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการพึ่งพาตนเอง เพื่อความผาสุกของพลเมืองในชาตินั้นๆ ในขณะเดียวกันชาติต่างๆ ต้องตระหนักต่อสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปนอกเขตแดนของตนและช่วยจรรโลงสันติภาพโลกไปด้วยกัน หากโลกเราไร้สันติภาพ เราจะขาดความสงบราบรื่นอันจำเป็นต่อการพัฒนาและความก้าวหน้าของชาติเหล่านั้น
ทุกชาติในโลกน่าจะพอใจในผลงานการรักษาความมั่นคงและสันติภาพโลก ของสหประชาชาติในช่วงกว่า 60 ปีที่ผ่านมา องค์กรหลักของสหประชาชาติที่ดูแลเรื่องสำคัญยิ่งนี้ โดยตรงคือคณะมนตรีความมั่นคง ที่ปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 15 ประเทศ และในจำนวนนี้มี 5 ประเทศ ที่เป็นสมาชิกถาวร แม้เราจะเห็นในรายงานข่าวซีเอ็นเอ็น หรือบีบีซี หรือในสื่ออื่นๆ ว่าในการดำเนินงานจะมีการถกเถียง ชิงดีชิงเด่น ใช้กลวิธีของการเป็น “พี่เบิ้ม” และการวีโต้ (ใช้สิทธิยับยั้ง) แต่ยังกล่าวโดยรวมได้ว่าคณะมนตรีความมั่นคงนี้มีประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่าสมาชิกสหประชาชาติแทบทุกประเทศเคารพกฎหมายและกฎบัตรสหประชาชาติ มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ไม่ปฏิบัติตาม และแทบทุกประเทศไม่ปรารถนาให้คณะมนตรีความมั่นคงสั่งดำเนินมาตรการลงโทษตน ยิ่งไปกว่านั้น แทบทุกประเทศตั้งความหวังไว้กับสหประชาชาติว่าจะช่วยพวกเขา หากความมั่นคงของเขาถูกคุกคามหรือถูกละเมิด
พระพุทธธรรมคำสอนจะช่วยส่งเสริมสันติภาพโลกได้อย่างไร?
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเราในเรื่องของการมีสติควบคุมตนเอง การอดกลั้น การให้อภัย และอื่นๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ในเวทีระหว่างประเทศแล้ว ถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีและการอยู่ร่วมกันโดยสันติในหมู่มวลประชาชาติ ปัจจุบันนี้ไม่มีประเทศใดสามารถอยู่ได้เองอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป โลกเรานั้นต้องพึ่งพากัน (interdependent) มากขึ้น ดังนั้น การควบคุมตนเองและความอดกลั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวด กล่าวโดยสรุปคือ ประเทศต่างๆ ต้องประพฤติตัวดีเพื่อที่จะมีความสัมพันธ์อันสงบสุขกับประเทศอื่นๆ
ในทัศนะของข้าพเจ้า บุคคลจะประพฤติตนดีได้เมื่อละเว้นจากการกระทำ 5 ประการ หรือ เบญจศีล (Pancasila) นั่นเอง เบญจศีลทำให้เกิดความสงบสุขในหมู่ชน เราจะรู้สึกสบายใจและปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้กับคนที่รักษาเบญจศีล เพราะเราทราบว่าเขาเหล่านั้นไม่ใช่ฆาตกร โจรผู้ร้าย คนไร้ศีลธรรม คนโกหก หรือคนติดสุรายาเมา มีคำโบราณกล่าวไว้ว่า “สงครามเริ่มจากในใจของมนุษย์” และ “ในใจของมนุษย์นี่เองที่เราต้องปลูกฝังให้ช่วยกันปกป้องสันติภาพ” ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าในใจของมนุษย์ที่รักษาเบญจศีลนั้น จะไม่ยอมให้เกิดการสู้รบฆ่าฟันกัน กล่าวง่ายๆ ได้ว่า ถ้าสมาชิกในครอบครัวทุกคนรักษาศีลห้า ครอบครัวนั้นจะมีความสงบสุข หากคนทุกคนในชาติใดรักษาเบญจศีล ชาตินั้นจะมีความสงบสุข หากทุกชาติในโลกรักษาเบญจศีล ไม่ว่าชาตินั้นจะเชื่อในเรื่องพระพุทธศาสนาหรือไม่ สันติภาพย่อมบังเกิดขึ้นในโลก
ในความเป็นจริงนั้น คำว่าเบญจศีล หรือ “ปัญจะสีลา–Pancasila” มิใช่คำแปลกใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบนี้ของโลก ปัญจะสีลาเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับนับถือในการประชุมบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อ พ.ศ. 2498 ซึ่งผู้นำและรัฐบุรุษของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแอฟริกาได้มาประชุมเพื่อตกลงกันกำหนดกฎเกณฑ์ เพื่อให้ประชาชาติต่างๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ (peaceful coexistence) ช่วงเวลานั้นเป็นยุคที่สงครามเย็นหรือความขัดแย้งระหว่างโลกตะวันตกและโลกตะวันออกกำลังดำเนินไปอย่างรุนแรง หลักการสำคัญของปัญจะสีลานั้น ประกอบด้วย อาทิ การไม่ก้าวก่ายในกิจการภายในของประเทศอื่น และการเคารพในอธิปไตยและ บูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศอื่น เป็นต้น การประชุมบันดุงนี้ถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ในยุคนี้
แต่สิ่งที่เรากำลังพิจารณากันในขณะนี้ คือ แนวคิดในเรื่องสันติภาพตามวิถีเบญจศีลในพระพุทธศาสนา : ได้แก่ ละเว้นจากการฆ่า (killing) การลักทรัพย์ (theft) การประพฤติผิดในกาม (misconduct) การพูดเท็จ (false speech) และการมัวเมา (intoxicants) เราจะนำมโนคติของวิถีเบญจศีลมาประยุกต์ใช้อธิบายสภาพความสัมพันธ์ของประเทศต่างๆ ในยุคปัจจุบันได้อย่างไร?
(อ่านต่อฉบับหน้า)







