
เอาตัวรอดยังไง? เมื่อถูก "ชาวเน็ตจอมมโน" ไล่ล่า
จะทำยังไง? ถ้าวันหนึ่งคุณถูกชาวเน็ตนำภาพไปโพสต์ประจาน รุมถล่มด่า ทั้งที่ไม่ได้ทำผิด
โดย...ศศิธร จำปาเทศ
ช่างน่าเศร้าจริงๆ
เมื่อนายแบบหนุ่มและติวเตอร์ชื่อดังชาวออสเตรเลีย ซันนี่ เบิร์นส์ ถูกผู้ใช้สังคมออนไลน์นำภาพถ่ายส่วนตัวไปโพสต์เผยแพร่ในโลกโซเชียล พร้อมทั้งรุมประณาม กล่าวหาอย่างเสียๆหายๆว่า หน้าตาละม้ายคล้ายผู้ต้องสงสัยเหตุวางระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เจ้าตัวต้องโร่ออกมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ว่าตัวเองไม่ใช่ผู้กระทำผิด
ประสบการณ์ "ล่าแม่มด" ครั้งนี้ คงจะทำให้เขาจดจำไปอีกนาน !!!
"ล่าแม่มด"อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้
ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ว่า กรณีเช่นนี้เข้าข่าย “ล่าแม่มด” การตกเป็น "แพะ" ในโลกโซเชียลอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะโลกโซเชียลเป็นโลกที่กว้าง อาจมีการปลอมแปลงสถานะทำให้เข้าใจผิดก็ได้ ดังนั้นผู้ใช้จึงไม่ควรด่วนตัดสินใจ พึงระวังให้ดี เพราะภาพที่เห็นไม่ได้ยืนยันอย่างชัดเจน หากผู้ที่ถูกล่าไม่ได้กระทำผิดจริงอาจเดือดร้อน เช่นกรณีครูต่างชาติที่ตกเป็นเหยื่อว่าเป็นผู้วางระเบิด
นักวิชาการด้านสื่อรายนี้มองว่า การเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเอง ถือเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
“ถามว่าเรื่องนี้ใครผิด คนผิดในกรณีนี้ต้องมองโดยภาพรวม คนแชร์อาจไม่ได้ผิดเต็มๆเหมือนผู้โพสต์ เพราะผู้โพสต์คือคนที่เป็นต้นเหตุของการกล่าวหาและปลุกกระแสผู้ที่ถูกกล่าวหา เรามีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อได้ทุกคน นี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง”
รับมืออย่างไรหากตกเป็น "แพะ"
ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่ออีกราย วิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมา พฤติกรรมการล่าแม่มดในโลกโซเชียล แบ่งเป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆ ประกอบด้วย
คิดต่างทางการเมือง กรณีนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก เช่น การสืบค้นว่าเป็นคนหัวรุนแรง ซึ่งพบเป็นลักษณะแรกๆในการเมืองไทย นำไปสู่การประณามความเกลียดชังทางสังคม มีผลกระทบในชีวิตประจำวัน เช่น ปฏิเสธรับเข้าทำงาน บางครั้งการไล่ล่ามีระดับรุนแรงขึ้น ถึงขั้นทำร้ายร่างกายกัน ที่แย่ที่สุดคือเสียชีวิต เสียชีวิตในที่นี้หมายถึง เสียชีวิตทั้งทางร่างกาย และเสียชีวิตทางสังคม นั่นคือไม่มีคนคบ
การไล่ล่าผู้มีเงื่อนงำบางอย่าง เช่น เป็นแหล่งข่าวหรือเป็นบุคคลปริศนา ซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับครูต่างชาติที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยวางระเบิดราชประสงค์ โดยพบว่าในภาพที่ถูกแชร์ไปนั้นมีการโพสต์ข้อความบางอย่างที่พยายามชักจูงให้มองว่าเขาเป็นคนก่อเหตุ ทำให้สังคมเกิดการไล่ล่าในลักษณะการสืบค้นข้อมูลส่วนตัว เข้าข่ายลักษณะการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่ข้อดีของการไล่ล่ากรณีนี้คือ ตำรวจได้เบาะแส ข้อเสียคือ ผู้ที่ถูกไล่ล่าจะถูกชาวเน็ตละเมิดสิทธิ์
ผู้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงแต่ได้รับผลกระทบจากกระแสไล่ล่า หมายถึง กลุ่มคนที่ไม่ได้มีทัศนคติเกี่ยวกับทางการเมือง เช่น ดารา หรือเยาวชนโพสต์รูปที่ไม่รู้สึกต่อสถานการณ์ กลับถูกตำหนิประณามว่าไม่มีสำนึก สุดท้ายอาจถูกดึงเข้าไปร่วมกระแสโดยไม่จำเป็น
นักวิชาการสื่อรายนี้ แนะนำว่า หากเราตกเป็นเหยื่อของการล่าแม่มดในโลกโซเชียล ควรปฏิบัติตนดังนี้
"สำหรับการปฏิบัติตัว เราต้องพิจารณาว่าเราเข้าข่ายตกเป็นเหยื่อตามลักษณะใด กรณีแรก หากต้นเหตุเกิดมาจากการโพสต์ของเรา ควรสื่อสารทางช่องทางของเราอย่างสุจริต แสดงข้อมูลที่แท้จริงเบื้องต้นว่าเราคิดหรือมีความรู้สึกอย่างไร แก้ต่างก่อนที่จะปิดเพจ กรณีที่สอง ถูกรุมประณาม ขอให้กล้าที่จะเข้าไปในเพจกระทู้ที่กล่าวหาเราและโพสต์ข้อความการแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมๆกับเจรจาให้ลบแก้ไขกระทู้ออก ขณะเดียวกันก็ควรเก็บบันทึกข้อความหลักฐานที่เราถูกคุกคาม ก่อนแจ้งความเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ สุดท้าย ปิดเพจช่องทางการสื่อสารของเราทั้งหมดลงชั่วคราว เพื่อไม่ให้มีคนค้นหาเราเจอและให้ผู้คอมเมนท์หยุดตอบโต้
กรณีของบุคคลทั่วไป ให้พยายามติดต่อกับสื่อมวลชนที่ไว้วางใจ เพื่อขอให้ข้อมูลกับสื่อ เพราะกระแสในโซเชียลจะเป็นกระแสที่แรง ส่วนมากจะเป็นความคิดความรู้สึก คนทั่วไปจะไม่สามารถรับแรงปะทะกับกระแสนั้นได้ การแสดงตัวตนกับแหล่งข่าวจะทำให้ได้ความจริงอีกด้านหนึ่ง จะช่วยลดกระแสลงได้มาก เรากำลังใช้สื่อมวลชนให้ปฏิบัติหน้าที่ต้องสื่อสารกับสาธารณะ นำไปสู่การที่รับรู้ในเพจต่าง ๆ สังคมจะเริ่มรู้แล้วว่าข่าวที่เป็นกระแสอยู่นั้นไม่เป็นความจริง
แต่บางกรณีอาจจบด้วยกระบวนการยุติธรรม โดยฟ้องร้องไปที่ต้นเหตุของการเกิดปัญหา คนแชร์ก็มีความผิดเช่นกัน โทษฐานร่วมระดมกระแส ส่วนมากจะเป็นเพจดัง ๆที่แชร์หรือสื่อมวลชนที่เผยแพร่ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายฐานหมิ่นประมาทและความด้านคอมพิวเตอร์เหมือนกัน ดังนั้นอย่าตกเป็นเหยื่อช่วยส้รางกระแสตามล่าแม่มดออนไลน์ เพราะอาจจะย้อนกลับมาทำร้ายคนใกล้ตัวเรา หรือเราอาจกลายเป็นบุคคลที่ขยายความรุนแรงให้กับกระแสมากขึ้นโดยไม่จำเป็น”ธามกล่าว
พึงระลึกไว้ "จงมีสติ"
ลองไปฟังความเห็นของ แพทย์หญิงอัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล จิตแพทย์หญิงรพ.ตำรวจ เธอแนะวิธีจัดการกับกรณีนี้ว่า
“หากถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัย ให้ตั้งสติรวบรวมข้อมูลหลักฐาน เพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงความบริสุทธิ์ ไม่ต้องสนใจกับเสียงกระแสสังคม เพราะเป็นเพียงลมปากเชื่อไม่ได้ ผู้ตกที่นั่งลำบากควรหาคนคุยด้วย อย่าเก็บตัวอยู่คนเดียวซึมเศร้า คนใกล้ชิดควรทำหน้าที่ดูแลเยียวยาจิตใจ อาจปรึกษาจิตแพทย์ ออกกำลังกายดูหนังฟังเพลงเพื่อคลายเครียด
สำหรับผู้ที่ชอบโพสต์ หรือแชร์มั่วๆขอให้พิจารณาว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรตามมาต่อตัวเรา ผู้อื่น สังคม หรือประเทศชาติ อยากให้เชื่อถือข่าวมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ หรือได้รับการกลั่นกรองจากหน่วยงานของรัฐเสียก่อน ทั้งนี้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าผู้โพสต์หรือผู้แชร์ต่างเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาฐานหมิ่นประมาท และความผิดพรบ.คอมพิวเตอร์จข้อาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายด้วย"
โซเชียลเน็ตเวิร์กจะเร็วเพียงใด แต่ก็ยังไม่รวดเร็วเท่ากับการตัดสินใจของคนยุคนี้ที่ด่วนตัดสินผู้อื่น โดยปราศจากการไตร่ตรองและตรวจสอบข้อมูล ฉะนั้นการมีสติวิเคราะห์ข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ น่าจะเป็นการแก้ปัญหาอื่นๆที่จะตามมาให้ลดน้อยลงได้







