
ถอดรหัสไปป์บอมบ์ แกะรอยมือบึ้ม
แม้ควันระเบิดที่แยกราชประสงค์จะจางหายไปแล้ว แต่ความวิตกหวาดหวั่นในห้วงความรู้สึกของคนไทย
โดย...กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์
แม้ควันระเบิดที่แยกราชประสงค์จะจางหายไปแล้ว แต่ความวิตกหวาดหวั่นในห้วงความรู้สึกของคนไทย แน่นอนว่ายังไม่หมดไปในเร็ววัน
ระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายมาวางไว้ที่ศาลท้าวมหาพรหมช่วงหัวค่ำวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลสักการบูชาที่คนไทยและทั่วโลกรู้จักและให้ความเคารพกราบไหว้ กลายเป็นพื้นที่สังหารคร่าชีวิตทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติไปถึง 20 คน บาดเจ็บอีกนับร้อย
เพราะน้ำมือของคนใจอำมหิตดั่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประณาม
เสียงจากผู้ใหญ่ในประเทศที่มีอำนาจสั่งการ ทำคดี และติดตามคนร้ายมารับผิด ทิศทางเสียงพุ่งไปแนวเดียวกันว่า “นี่คือเหตุการณ์จากน้ำมือของคนในประเทศ” และอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับโลกสากลอย่างที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต
“ไม่น่าจะใช่การก่อการร้ายสากลและน่าจะเป็นเรื่องภายใน” ข้อสันนิษฐานของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง
สอดรับกับคำพูดของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งแม้ก่อนนี้จะให้น้ำหนักไปที่ชาวต่างชาติก่อเหตุ แต่ก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะต้องมีคนไทยอยู่ร่วมขบวนการอย่างแน่นอน
เจตนาการก่อเหตุเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล แต่จะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน คนในจ้างคนนอกทำหรือไม่ คงอยู่ในแนวทางการสืบสวนของตำรวจ
แหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นฝีมือของคนภายในประเทศจ้องทำลายภาพลักษณ์รัฐบาลแน่นอน ปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์ 1.การลงมือในวันจันทร์ที่จะมีผู้ประกอบการ ลูกค้าตามฟุตปาทน้อยกว่าทุกวัน ซึ่งจะทำให้หาเบาะแสชี้ตัวคนร้ายยาก 2.เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังงาน “ปั่นเพื่อแม่” ที่มีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มข้น
3.ไม่น่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายสากล เพราะถ้าเป็นกลุ่มไอเอส หรือเฮซบอลเลาะห์ จากตะวันออกกลางจะลงมือกับกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และจะประกาศความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ระเบิด
4.ส่วนประกอบของระเบิดแม้ไม่คล้ายกับที่ทำใน 3 จังหวัดภาคใต้ ที่มักจะเอาเหล็กท่อนไปตัดเป็นชิ้นเป็นสะเก็ดระเบิด แต่ครั้งนี้มีลักษณะการประกอบระเบิดมีเจตนาให้คล้ายกับทางตะวันออกกลาง เพื่อทำให้เชื่อว่าลงมือโดยคนต่างชาติ แต่คนร้ายต้องทำเป็นขบวนการที่เชื่อว่าต้องมีคนไทยเกี่ยวข้อง
พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) กองบัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่า ระเบิดที่แยกราชประสงค์เป็นระเบิดแสวงเครื่องประกอบขึ้นเองด้วยความเชี่ยวชาญ ใช้ดินระเบิดแรงดันสูงบรรจุไว้ด้วยสะเก็ดระเบิดลูกปรายหรือลูกเหล็กขนาดเล็กจำนวนมาก เพื่อให้เกิดอันตรายในวงกว้าง ระเบิดบรรจุอยู่ในท่อเหล็กขนาดประมาณ 4x8 นิ้ว ซึ่งพบว่าเป็นแบบเดียวกันกับการปาระเบิดที่สะพานตากสินและน่าจะทำมาจากคนคนเดียวกัน
“แนวคิดและฝีมือประกอบระเบิดทั้งสองลูกน่าจะเป็นฝีมือคนต่างชาติ แต่คนไทยก็สามารถประกอบขึ้นได้ ขณะนี้ยังไม่ทราบชนิดของดินระเบิดและการจุดระเบิด เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบในห้องแล็บบอกได้เพียงว่าเป็นดินระเบิดแรงดันสูง”
พ.ต.อ.กำธร ยอมรับว่า การประกอบระเบิดแบบนี้เหมือนกับเหตุระเบิดในซอยสุขุมวิท 71 เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2555 โดยคนร้ายชาวอิหร่านที่ขณะนั้นพุ่งเป้าไปที่การก่อการร้ายสากล แต่รายละเอียดของการประกอบแตกต่างกัน หมายความว่ามันไม่ได้ประกอบจากคนคนเดียวกันและอาจจะเป็นคนละกลุ่ม
พ.ต.อ.กำธร กล่าวว่า ระเบิดที่สะพานตากสินนั้นเป็นการจุดระเบิดด้วยสายชนวนเหมือนจุดประทัด ส่วนระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์นั้นยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าจุดระเบิดแบบใดเพราะยังหาวัตถุพยานไม่ได้
ทั้งนี้ ยืนยันว่า ระเบิดทั้งสองลูกไม่เหมือนกับในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะใช้ดินระเบิดแรงดันสูง ขณะที่พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ส่วนใหญ่เป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบเอ็นโฟร์ คือ เป็นส่วนประกอบของปุ๋ยยูเรียผสมกับน้ำมันดีเซลบรรจุในถังดับเพลิงหรือถังแก๊ส หรือวัสดุที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ เช่น กล่องเหล็กหรือท่อแป๊บน้ำเหล็ก จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ หรือนาฬิกาควอตซ์ แตกต่างกับระเบิดในกรุงเทพฯ ครั้งนี้โดยสิ้นเชิง แต่หากย้อนหลังไปจะพบว่ามีการใช้ระเบิดเอ็นโฟร์ในการวางแผนลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เชิงสะพานกรุงธนฯ เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2549 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
อีกมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ ซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจใหญ่ให้ความเห็นว่า ระเบิดที่แยกราชประสงค์ไม่เหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ทั้งความรุนแรงที่เกิดจากการเมือง หรือแม้แต่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงกลุ่มต่างชาติที่เข้ามาใช้พื้นที่เมืองไทยก่อเหตุก็ตาม
ด้วยว่าระเบิดที่เกิดขึ้นบริเวณราชประสงค์นั้นค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบ เพราะวัตถุพยานแทบจะไม่เหลือให้ตำรวจได้ตามต่อ รวมถึงระเบิดที่สะพานตากสินก็เช่นเดียวกัน คนร้ายจงใจจะให้หลักฐานทุกอย่างกระจายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เป็นงานยากของเจ้าหน้าที่ในการเก็บหลักฐาน
“จากประสบการณ์ของผม ระเบิดทั้งสองเหตุการณ์ เป็นรูปแบบการประกอบขึ้นมาเองหรือแสวงเครื่อง ใช้แรงขับดินปืน TNT เป็นตัวตั้ง บรรจุสะเก็ดเพื่อให้ทำลายล้างผู้ที่อยู่ใกล้ในระยะ 20-40 เมตรทันที ทั้งนี้ มือระเบิดที่ทำขึ้นมานั้น เมืองไทยใช่ว่าจะทำไม่ได้ เพียงแต่มีอยู่ไม่กี่คนที่รู้วิธีประกอบขึ้นมา อีกทั้งรูปแบบการจุดระเบิดก็ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งตำรวจและทหารน่าจะมีข้อมูลตรงนี้ดี” อดีตนายตำรวจให้ความเห็น
หากย้อนไปดูข้อมูลของหน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด พบว่า ในเมืองไทยนั้นจะมีระเบิดที่ใช้ก่อเหตุความรุนแรงตามที่เคยเกิดขึ้นอยู่เพียงสองแบบ คือ ระเบิดแสวงเครื่องและระเบิดที่ซื้อหากันในตลาดมืด โดยเฉพาะอย่างหลังที่มักนิยมนำมาใช้ตามสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ตามคำบอกเล่าของอีโอดีรายหนึ่ง ที่ไม่ขอเปิดเผยนาม
“ที่ภาคใต้จะใช้ซีโฟร์ผสมปุ๋ยยูเรียเป็นหลัก แต่จะไม่นำระเบิดไปวางไว้โต้งๆ เพราะง่ายต่อการพบเจอแต่จะเป็นในรูปแบบคาร์บอมบ์ หรือจักรยานยนต์บอมบ์ ส่วนในทางการเมืองนั้นจะมีการใช้เครื่องยิงลูกระเบิด M79 แต่ระยะหลังในห้วง 2-3 ปี จะพบระเบิดขว้างมากขึ้น โดยเฉพาะ RGD-5 ที่มีขายในตลาดมืดและตามแนวตะเข็บชายแดน”
อีโอดีรายเดิม บอกอีกว่า ไม่ใช่ว่าเกมรุนแรงทางการเมืองจะใช้เพียงอาวุธดั่งข้างต้น เพราะเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2553 ก็มีส่วนเชื่อมโยงไปยังความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งครั้งนั้นหากคนร้ายประกอบสำเร็จและนำมาใช้ก่อเหตุ จะเกิดความรุนแรงมากพอกับเหตุการณ์ล่าสุดที่แยกราชประสงค์ทีเดียว
วกกลับไปที่กรณีล่าสุดที่แยกราชประสงค์ หลักฐานของระเบิดที่อีโอดีตรวจพบนั้น ได้ผลออกมาว่าลักษณะของระเบิดบรรจุในท่อหรือไปป์ขนาด 7 นิ้ว หนักราว 5 ปอนด์ มีส่วนผสมของ TNT ดินปืน และบอลแบริ่ง ที่ใช้เป็นสะเก็ด จุดระเบิดด้วยชนวนหน่วงเวลา ซึ่งถูกจุดขึ้นมาด้วยความร้อน ส่วนประกอบทุกอย่างหาได้ในเมืองไทยทั้งสิ้น เพียงแต่คนที่ประกอบ “เป็น” มีไม่มากนัก
“การประกอบระเบิดที่พบ นี่คือมืออาชีพ ถ้าพุ่งเป้าไปที่กลุ่มก่อการร้ายสากล จะดูน่าเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มมุสลิมที่ถูกรัฐบาลไทยส่งกลับไปประเทศต้นทาง ซึ่งยังไม่เคยก่อเหตุรุนแรงเช่นนี้มาก่อน” อีโอดีที่ลงพื้นที่ทำงานให้ความเห็น
ภาพผู้ต้องสงสัยจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ วัตถุพยานจากเศษซากระเบิดที่หลงเหลือ คือข้อมูลชั้นต้นที่จะตามหาตัวคนร้าย พร้อมๆ ไปกับการประสานข้อมูลร่วมกับทุกๆ หน่วยงาน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อระบุตัวคนร้ายให้ได้ เพราะเมื่อใดที่รู้ตัวคนร้าย ก็ไม่ยากที่จะรู้ถึงเจตนา สาเหตุแห่งมหาวินาศกรรมที่เกิดกับเมืองไทยในครั้งนี้







