
ปรับแผนฉุกเฉิน
หลังการก่อวินาศกรรมบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อค่ำวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา
หลังการก่อวินาศกรรมบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อค่ำวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา สะท้อนชัดเจนว่าแผนการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐขาดความเป็นมืออาชีพ
อ่อนประสบการณ์ในการรับมือ โดยปรากฏช่องโหว่ให้ประจักษ์หลายประการ
เป็นต้นว่าหลังเกิดเหตุไม่มีการตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ ไม่มีศูนย์รวบรวมข้อมูล และการชี้แจงความคืบหน้าของเหตุการณ์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เกิดความสับสนเกี่ยวกับชนิดและอานุภาพของระเบิด
นอกจากนี้แล้ว วันถัดมาเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตปทุมวันของกรุงเทพมหานครก็เข้าทำความสะอาดพื้นที่เกิดเหตุ จนทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญอันจะนำไปสู่การคลี่คลายคดีของพนักงานสืบสวนสอบสวนได้อย่างรอบด้านและทันการณ์
การเข้าพื้นที่หลังเกิดเหตุไม่ได้สั่งการให้เป็นไปตามขั้นตอนปฏิบัติอย่างที่ควรจะเป็น เช่น การปฏิบัติในระดับสากล ส่งผลให้การรวบรวมพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์ขาดน้ำหนักและเพิ่มความคลุมเครือมากยิ่งขึ้น
การออกประกาศของโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเอาผิดกับผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กที่สร้างความไขว้เขวของข้อมูล ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน เพราะในความเป็นจริงแล้วข้อมูลหลักฐานสำคัญหลายชิ้นหลังเกิดเหตุมาจากสังคมออนไลน์แทบทั้งสิ้น
ฉะนั้น แทนที่รัฐจะไปไล่เอาผิดกับบุคคลเหล่านี้ ควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสให้ประชาชนคอยเป็นหูเป็นตาและช่วยส่งหลักฐานที่เอื้อให้การติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุง่ายยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ฝ่ายความมั่นคง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรปิดแนวทางการสืบสวนสอบสวนมุ่งไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เป็นต้นว่า ฟันธงว่าคดีนี้เป็นฝีมือคนในประเทศ โดยชี้นำลักษณะปิดทางกลุ่มก่อเหตุอื่นๆ เช่น ชาวต่างชาติ เพราะจากพยานแวดล้อมที่มียังไม่อาจสรุปได้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นใคร รวมทั้งใครอยู่เบื้องหลัง
ดังนั้น แนวทางที่จะทำให้คดีมีความคืบหน้าและนำไปสู่การจับกุมคนร้ายได้ในที่สุด เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดควรต้องทบทวนแผนการบริหารจัดการในสถานการณ์ฉุกเฉินให้เป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น เร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งทิ้ง เพื่อเบนความเข้าใจจนคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง
ขณะเดียวกัน ด้วยเหตุการณ์สะท้านเมืองในครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมหาศาล กระทบต่อความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีผลต่อรายได้เข้าประเทศดังนั้น รัฐจะต้องแถลงความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาโดยเร็ว







