
เสริมเขี้ยวเล็บ ปปง. สอบอินไซเดอร์หุ้น-สกัดการเมืองล้วง
ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับแก้ไข ได้ผ่านความเห็นชอบขั้นตอนสุดท้าย
ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับแก้ไข ได้ผ่านความเห็นชอบขั้นตอนสุดท้ายวาระ 3 จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมายในเร็วๆ นี้
กฎหมายฉบับนี้เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา หลักการสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า ความผิดมูลฐาน เพิ่มลักษณะการกระทำความผิดที่เป็นฐานการฟอกเงิน ปรับปรุงองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงวิธีการสรรหา
ทั้งนี้ ที่ประชุม สนช. เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบกับการแก้ไขให้วุฒิสภาเป็นผู้เห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการ ปปง. ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน จากร่างเดิมที่ ครม. จะเป็นฝ่ายเสนอแต่งตั้งเอง เพื่อป้องกันฝ่ายการเมืองแทรกแซง
กิตติ วะสีนนท์ ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย ปปง. กล่าวว่า สาระสำคัญของการแก้ไข คือ ให้หน่วยงาน ปปง. แยกออกจากกระทรวงยุติธรรมมาขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพราะจากรูปแบบเดิมการทำงานต้องรายงานต่อรัฐมนตรีทุกครั้ง ต่อจากนี้ไม่ต้องรายงาน ซึ่งจะทำให้การเมืองไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงการทำงานได้
นอกจากนี้ ยังเพิ่มบทบาททางคดี อาทิ คดีแชร์ลูกโซ่ยูฟันก็จะเพิ่มอำนาจเข้าไปดูได้ เพราะเป็นคดีฉ้อโกง การตรวจสอบฐานความผิดยังครอบคลุมกลุ่มบริษัทที่แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การค้ามนุษย์ จะเข้าสู่การตรวจสอบจากกฎหมายฟอกเงินทั้งสิ้น รวมถึงคดีการพนันหากมีวงเงินที่สูงเกิน 5 ล้านบาท
สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว คือ การกำหนดความผิดมูลฐาน 5 ข้อ จากที่มีอยู่ 21 ข้อ ตามกฎหมายฉบับนี้ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย 1.ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์หรือฉ้อโกงหรือประทุษร้ายต่อทรัพย์ หรือกระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน หรือกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกระทำโดยกรรมการหรือผู้จัดการหรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในสถาบันการเงินนั้น
2.ความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือความเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมที่มีผลกระทบต่อราคาการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลภายใน
3.ความผิดเกี่ยวกับการพนัน เฉพาะความผิดที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป 4.ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา 5.ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เฉพาะที่เป็นการค้าอาวุธ และความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์เฉพาะที่เป็นการค้ายุทธภัณฑ์เพื่อนำไปใช้ในการก่อการร้าย การรบ หรือการสงคราม
นอกจากนี้ ยังได้แก้ไขนิยามคำว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดด้วย โดยกำหนดให้เป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินด้วย
การเพิ่มฐานความผิดและเขียนให้รัดกุมทำให้การปฏิบัติงานของ ปปง.สามารถตรวจสอบการกระทำความผิดได้ครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งรวมกับฐานความผิดที่ ปปง.มีอำนาจในการตรวจสอบที่เข้าข่ายตามกฎหมาย ปปง.เดิมอยู่แล้วอีก 16 ประเภท
อาทิ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดเกี่ยวกับการกรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ที่กระทําโดยอ้างอํานาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ความผิดเกี่ยวกับการรับของโจร เป็นต้น
ธานี อ่อนละเอียด โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปปง. กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ถูกเสนอขึ้นมาเพื่อรองรับการประเมินจากคณะกรรมการกำหนดมาตรการทางการเงิน หรือ Financial Action Task Force (FATF) ที่จะมีขึ้นในปีหน้า หลังจากที่ได้เสนอแนะให้ไทยปรับปรุงมูลฐานความผิดตามกฎหมายปราบปรามการฟอกเงินในประเทศก่อนหน้านี้ ซึ่งเมื่อกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้จะช่วยให้ผลการประเมินของไทยมีลำดับที่ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน หลักการของกฎหมาย ปปง.ฉบับใหม่อยู่ที่การให้หลักประกันความเป็นอิสระในการทำงานของ ปปง.ผ่านการเปลี่ยนวิธีการแต่งตั้งเลขาธิการ ปปง. จากเดิมที่ให้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนเป็นให้คณะกรรมการ ปปง.เป็นผู้ดำเนินการแทน
“การใช้รูปแบบคณะกรรมการในการเลือกเลขาธิการ ปปง. เพราะเลขาธิการ ปปง.มีอำนาจมาก ดังนั้น กระบวนการแต่งตั้งต้องมีความรัดกุม พร้อมกับปรับเปลี่ยนวาระการดำรงตำแหน่งจาก 6 ปี เหลือเพียง 4 ปี และกฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้การตรวจสอบบุคคลต่างชาติที่ใช้ไทยเป็นพื้นที่กระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ธานี กล่าว
ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวทำให้การตรวจสอบครอบคลุมมาถึงหลักทรัพย์ด้วย ในประเด็นการใช้ข้อมูลภายใน (อินไซเดอร์) เป็นความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์
กฎหมายนี้จะตรวจสอบถึงที่มาของเงินได้มากขึ้น โดยมีธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นด่านแรกของเงินซื้อขายหลักทรัพย์ ถือเป็นด่านแรกในการตรวจสอบด้วย ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์จะทำหน้าที่ช่วยตรวจสอบที่มาของหลักทรัพย์ที่โอนมา
“เชื่อว่ากฎหมายนี้จะไม่มีผลกระทบกับการซื้อขายของนักลงทุน หากเป็นเงินมีแหล่งที่มาปกติ ไม่ใช่เป็นพนักงานธรรมดา แต่ซื้อขายหุ้นคราวละมากๆ ในที่สุดแล้ว KYC ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต้องกรอกประกอบการเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น” นายกสมาคมฯ กล่าว
ด้าน วสันต์ เทียนหอม รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า เรื่องการกระทำไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหุ้นนั้นอยู่ในกฎหมาย ปปง. มานานแล้ว ซึ่งกฎหมายที่ผ่าน สนช. รอบนี้น่าจะเป็นการปรับโครงสร้าง และการมีคณะกรรมการต่างๆ ของ ปปง.ในการทำงานมากกว่า แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยเสริมการทำงานในกรณีจะต้องดูเส้นทางการเงิน
ทั้งนี้ ก.ล.ต.รอการเสนอกฎหมายการนำมาตรการทางแพ่งมาใช้ในการกำกับดูแล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา และหวังว่าจะเข้าสู่การพิจารณาทันในยุค สนช. หากกฎหมายนำมาตรการทางแพ่งมาใช้น่าจะทำให้การดูแลการกระทำอันไม่เป็นธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะไม่ต้องพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัยเหมือนทางอาญา และจะนำระบบไต่สวนมาใช้คือทางการสามารถสั่งให้ผู้กระทำผิดนำข้อมูลมาให้
สุรศักดิ์ ดุษฎีเมธา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ทางธนาคารได้ทำความเข้าใจกฎหมายการฟอกเงินที่ผ่าน สนช.แล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการอายัดทรัพย์นั้นคงต้องประชุมสรุปแนวทางกันอีกรอบ







