
สนช.ผ่านร่างกฏหมายฟอกเงินเพิ่มเติมมูลฐานความผิด
สนช.มีมติเอกฉันท์150เสียงผ่านร่างกฏหมายฟอกเงินปรับปรุงมูลฐานความผิดใหม่ เพิ่ีมค้ามนุษย์ ยักยอก ฉ้อโกงสถาบันการเงิน
สนช.มีมติเอกฉันท์150เสียงผ่านร่างกฏหมายฟอกเงินปรับปรุงมูลฐานความผิดใหม่ เพิ่ีมค้ามนุษย์ ยักยอก ฉ้อโกงสถาบันการเงิน
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)มีมติเอกฉันท์ 150 เสียงเห็นชอบให้ร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย
ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว คือ การกำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายฉบับนี้ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นประกอบด้วย 1.ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา
2.ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์หรือฉ้อโกงหรือประทุษร้ายต่อทรัพย์หรือกระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน หรือกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
3.ความผิดเกี่ยวการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน เฉพาะความผิดที่มูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป
4.ความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 5.ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เฉพาะที่เป็นการค้าอาวุธ และความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์เฉพาะที่เป็นการค้ายุทธภัณฑ์เพื่อนำไปใช้ในการก่อการร้าย การรบ หรือ การสงคราม นอกจากนี้ ยังได้แก้ไขนิยามคำว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดด้วย โดยกำหนดให้เป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินด้วย
อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่สมาชิกสนช.ได้อภิปรายพอสมควร คือ การกำหนดให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 6 คนเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เนื่องจากเห็นว่าอาจเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงานของป.ป.ง.ได้
พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสนช. กล่าวว่า ตามหลักการของประชาธิปไตยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อให้การทำงานเกิดความโปร่งใส และป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารที่เป็นฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงป.ป.ง.ผ่านกลไกทางนี้ จึงอยากเสนอให้มีการแก้ไขโดยให้วุฒิสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว
ทั้งนี้ ที่สุดแล้วที่ประชุมสนช.เห็นชอบตามข้อเสนอที่ให้แก้ไขของพล.อ.สมเจตน์







