
ภาระหนักขุนคลังใหม่ ผันเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายและปัญหาที่รุมเร้าหลายด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและตลาดการเงินโลกที่ผันผวน ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขาดการลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยี การขาดแคลนแรงงาน รวมถึงปัญหาความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ซึ่งทำให้การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนอ่อนแรงลง
การบริหารเศรษฐกิจจึงต้องใช้ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังประสานกัน ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา นโยบายการเงินถูกใช้ไปมากมายผ่ายการลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่ง ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภายใต้กรอบ Flexible Inflation Targeting ที่ยืดหยุ่น การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. มุ่งดูแลให้ภาวะการเงินของประเทศโดยรวมผ่อนปรน มีความคล่องตัวเพียงพอ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยประคับประคองให้ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก เช่น ครัวเรือนในระดับฐานราก ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ให้ปรับตัวได้ ควบคู่ไปกับการดำรงรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินให้ดี ไม่ให้มีปัญหาเรื่องความไม่สมดุล
แต่นโยบายการเงินไม่อาจส่งผ่านไปยังผู้บริโภคได้ เพราะภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมไม่ดีทำให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ดอกเบี้ยที่ลดลงก็ไม่ได้ช่วยให้ลูกหนี้เก่ามีอาการดีขึ้นเพราะยอดขายหดหาย ไม่มีรายได้เข้าบริษัท ส่วนลูกหนี้ใหม่ก็ไม่ได้สินเชื่อ
ฉะนั้นจึงเกิดการหั่นอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ลงกันเป็นรายเดือน เพราะสถานการณ์จากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก
ทุกสำนักพยากรณ์มองตรงกันด้วยว่า การส่งออกของไทยปีนี้อาการหนักสาหัส จากที่กระทรวงพาณิชย์ประมาณการไว้ว่าจะขยายตัวได้ 4% อาจจะติดลบคือไม่ขยายตัวเลยในปีนี้
นอกจากการส่งออกจะไม่สามารถเป็นที่พึ่งของเศรษฐกิจปีนี้ได้แล้ว การลงทุนภาคเอกชนและการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนก็ยังเป็นความหวังของเศรษฐกิจไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะนักลงทุนเองยังชะลอการลงทุน ประชาชนก็ยังไม่กล้าใช้จ่าย ผลจากการที่ต่างฝ่ายยังไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงไร
เศรษฐกิจไทยปีนี้ จึงเหลือแต่การใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนของรัฐบาลที่เป็นตัวช่วยสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย ประเด็นนี้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ของกระทรวงการคลัง ได้ระบุมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาแล้วว่า การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจในขณะนี้ เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือแย่ลงมากกว่าเดิมจะขึ้นอยู่กับการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของประเทศเป็นสำคัญ
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า การเบิกจ่ายงบประมาณในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 มีจำนวนทั้งสิ้น 2,031,288 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 132,505 ล้านบาท หรือ 7%
ตัวเลขการขยายตัวของการเบิกจ่ายงบประมาณดูสูงพอสมควร แต่ในความเป็นจริงแล้วหน่วยงานรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจนั้น เบิกแต่ไม่จ่าย ทำให้เงินไม่เข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริง การเบิกมีเพียงตัวเลข แต่การใช้จ่ายหน่วยงานรัฐต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะ คสช.ออกระเบียบที่เข้มงวดในการใช้จ่ายทำให้งบค้างท่อเกิดขึ้นจำนวนมาก
ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 (ต.ค. 2557-มิ.ย. 2558) รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1,636,035 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 82,139 ล้านบาท หรือ 5.3% โดยสาเหตุหลักมาจากการจัดเก็บภาษีน้ำมันและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว การนำส่งสภาพคล่องส่วนเกินของกองทุนหมุนเวียนและการนำส่งรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ 3จี ความถี่ 2.1 GHz
ในขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 2,031,288 ล้านบาท ขยายตัว 7% ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2558 มีจำนวนทั้งสิ้น 263,839 ล้านบาท
อีกแค่เดือนกว่าก็จะจบสิ้นปีงบประมาณ 2558 พอเริ่มเดือน ต.ค.ก็จะเริ่มใช้งบประมาณของปี 2559 หากยังคงเบิกแต่ไม่จ่าย ไม่มีโอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้
งานหนักของ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง คือการผลักดันให้นโยบายการคลังทำงาน เพราะนโยบายการเงินไม่สามารถที่จะนำมาผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อีกแล้ว
สิ่งที่ รมว.คลังคนใหม่ ต้องรีบแก้ไขเป็นการเร่งด่วน คือ การล้างท่อให้งบประมาณค้างท่อออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจให้หมด จะด้วยวิธีการปลดล็อกระเบียบการเบิกจ่ายหรือวิธีใดก็แล้วแต่
นอกจากนี้ อาจจะต้องลงมือช่วยเหลือกลุ่มรากหญ้า ที่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ด้วยการหาวิธีฉีดเงินให้รากหญ้าโดยตรงผ่านโครงการพิเศษของรัฐบาล
แต่นั่นก็ยังไม่พอ ปัญหาในขณะนี้คือ รากหญ้าไม่มีเงินใช้ แต่คนรายได้สูงมีเงินแต่ไม่ยอมใช้ ดังนั้นจำเป็นต้องกระตุ้นให้คนกลุ่มที่มีเงินใช้จ่ายเงินผ่านการสร้างความเชื่อมั่นต่างๆ ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จในการบริหารสไตล์รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่เน้นความมั่นใจต้องมาก่อน
จากนี้ไปต้องจับตามาตรการสร้างความเชื่อมั่นของรัฐบาล ที่ สมคิด จะเริ่มจากการออกโรดโชว์ต่างประเทศเพื่ออธิบายสถานการณ์ในประเทศไทยว่าเป็นอย่างไร ส่วนในประเทศก็ต้องจัดให้มีการลงทุนในโครงการของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม
นโยบายการคลังในมือของ อภิศักดิ์ จะเป็นแรงเหวี่ยงผลักเครื่องจักรเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ อยู่ที่เงินในกระเป๋ารัฐบาล และความกล้าของทีมเศรษฐกิจ นโยบายการเงินที่หมดความขลังช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว







