
ปรับวิธีการทำงาน
การปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยสลับตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล มาเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ด้วยเหตุผลเพื่อความเหมาะสมและตามการเรียกร้องของประชาชน
การปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยสลับตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล มาเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ด้วยเหตุผลเพื่อความเหมาะสมและตามการเรียกร้องของประชาชน
สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องมาตลอดก็คือ การขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าที่เป็นเกษตรกรได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรโลกตกต่ำและปัญหาภัยแล้ง แถมยังมีหนี้ครัวเรือนต่ำ การค้าขายที่ฝืดเคืองทำให้ขาดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
สิ่งที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ทำ คือการดำเนินโครงการประชานิยม เนื่องจากฐานะการคลังไม่เอื้ออำนวย แม้รัฐบาลจะทำงบประมาณแผ่นดินขาดดุลก็ตาม แต่การจัดเก็บภาษีก็ไม่เข้าเป้าตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และรัฐบาลไม่กล้าหาญพอที่จะใช้เงินนอกงบประมาณจากแหล่งอื่นนอกจากงบประมาณแผ่นดิน เพราะเกรงจะเสียวินัยทางการคลัง และทำให้การปรับโครงสร้างการเกษตรไม่สามารถทำได้สำเร็จ
นอกจากนี้ ยังทำงานแบบตั้งรับมากเกินไป เช่น กระทรวงพาณิชย์ไม่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการแก้ไขปัญหาการส่งออก ปล่อยให้การส่งออกหดตัวไปเรื่อยๆ ซึ่งเอกชนไม่เห็นภาพความพยายามแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลเท่าที่ควร
ปัญหาในโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจนั้น แม้จะปรับ ครม.เปลี่ยนคนมาทำงานปัญหาก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นส่งออกติดลบจากการที่ไทยเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งผลให้การบริโภคหดตัว ความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน ที่มาจากปัจจัยต่างประเทศ การปรับ ครม.จะได้ความแตกต่างในเรื่องทำงานที่จะต้องทำงานเชิงรุก ติดตามงานและแก้ปัญหาโดยเร็ว
อย่างไรก็ดี การปรับ ครม.อาจไม่ช่วยอะไร หากข้าราชการยังคงทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ทางด้านนโยบายสั่งการลงไป มีแต่การรับปากแต่ไม่มีการนำเอานโยบายไปปฏิบัติให้เห็นผล จึงทำให้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีผลงาน ทั้งที่ได้ดำเนินการทำไปในหลายเรื่อง โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ทั้งการออกกฎหมายการเงิน การพยายามหาทางแก้ไขปัญหาโครงสร้าง
ประชาชนยังคงคาดหวังสูงว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ดีเหมือนที่แก้ไขปัญหาเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่หากทุกส่วนของระบบไม่ได้เคลื่อนตามนโยบาย ส่วนหัวก็ทำไปแต่ส่วนหางไม่ได้เดินตามก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ
ในโอกาสที่มีรัฐบาลประยุทธ์ 3 แล้ว ก็ควรจะปฏิวัติการบริหารราชการแผ่นดินใหม่เป็นการรุกมากกว่าตั้งรับ เพราะสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ผู้ดำเนินนโยบายก็จะต้องปรับตัวให้เร็ว และใช้คนให้ถูกงานจึงจะมีผลงานออกมาให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง
การบริหารเศรษฐกิจในช่วงขาลง รัฐบาลต้องใช้ฝีมือมากกว่าฝีปาก นายกรัฐมนตรีเองก็อาจจะต้องทบทวนวิธีการทำงานของตัวเองด้วยว่าที่ทำมาแล้วนั้นยังต้องปรับปรุงในเรื่องใดบ้าง ก่อนที่คะแนนนิยมที่ประชาชนมีให้จะลดลง







