
กมธ.ยกร่างฯรุกคืบ ดันรธน.ฝ่าด่านนรก
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
วันและเวลาผ่านไปอย่างโกหก เพราะในวันที่ 22 ส.ค.นี้ เวลา 11.30 น. “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะจะส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ที่ผ่านการแก้ไขให้กับ“เทียนฉาย กีระนันทน์” ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อย่างเป็นทางการ ซึ่ง สปช.จะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในวันที่ 6 ก.ย. เวลา 10.00 น.
ตลอดระยะเวลาการทำงานของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ที่ผ่านมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2557 ถือว่าบอบช้ำพอสมควรทั้งจากคนในแม่น้ำ 5 สายด้วยกันเอง และบุคคลภายนอกที่คอยวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญทุกลายลักษณ์อักษร
อย่างกรณีของคนในก็มาจากบรรดา สปช.หลายกลุ่มที่ต้องการให้เป็นไปอย่างที่ตัวเองปรารถนา จนสร้างความปวดหัวให้กับคณะ กมธ.ยกร่างฯ ที่ต้องหาทางประนีประนอม หากไม่โอนอ่อนในบางเรื่องย่อมเป็นผลให้ร่างรัฐธรรมนูญที่ กมธ.ยกร่างฯ ทั้ง 36 คนอุตส่าห์ลงแรงทำมาอาจต้องล่มไม่เป็นท่ากลางสภา จึงเป็นที่มาของการมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นกฎหมายที่อุดมไปด้วยข้อเสนอการปฏิรูปของ สปช.
แรงกดดันจาก สปช.ว่าหนักแล้ว แต่ยังไม่หนักเท่ากับสัญญาณที่มาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากได้ท้วงติงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญมาหลายประเด็นผ่านการทำคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ
เช่น การคัดค้านเรื่องการกำหนดให้กลุ่มการเมืองมีสถานะที่สามารถส่งผู้สมัคร สส.ได้เหมือนกับพรรคการเมือง หรือการเสนอให้ตัดสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ใช้โฆษณามาตลอดว่าเป็นประตูสู่การให้พลเมืองเป็นใหญ่ตามหลักการของร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะยอมถอยตามที่ ครม.เสนอเข้ามา
สุดท้าย คณะ กมธ.ยกร่างฯ ก็สามารถฝ่ากระแสคัดค้านและยืนหยัดได้อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ อย่างไรก็ตามจากนี้ไปจะมีอีก 2 ด่านที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องฝ่าไปให้ได้ คือ 1.การลงมติใน สปช. วันที่ 6 ก.ย. และ 2.การออกเสียงประชามติช่วงต้นปี 2559
ถ้าจะวิเคราะห์สถานการณ์ใน สปช.เวลานี้ อาจพูดอย่างไม่เป็นทางการได้ว่า “สปช.น่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้”
หลักฐานที่สนับสนุนสมมติฐานนี้มาจากการแสดงความคิดเห็นของกลุ่มสมาชิก สปช.จำนวน 8 กลุ่มที่ยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ได้รับฟังคำชี้แจงของคณะ กมธ.ยกร่างฯ เกี่ยวกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายเมื่อวันที่ 19-20 ส.ค.ที่ผ่านมา
โดยตัวแทนที่เข้าไปประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นด้วยกับภาพรวมในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะข้อเสนอของ สปช.ส่วนใหญ่ได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดีจากคณะ กมธ.ยกร่างฯ แม้ว่าจะมีบางประเด็นที่เป็นรายละเอียดที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ยังยืนยันเสียงแข็งไม่แก้ไขให้ก็ตาม
ไม่เพียงเท่านี้ คณะ กมธ.ยกร่างฯ ยังแสดงความเป็นมิตรกับ สปช.ด้วยการพร้อมเปิดโอกาสให้ สปช.ตั้งเวทีซักถามในรายละเอียดทั้งหมดวันที่ 25 ส.ค. เพื่อให้ สปช.หายคาใจก่อนจะลงมติในวันที่ 6 ก.ย. ด้วยกระบวนการและท่าทีของ สปช.ที่ออกมานี้ จึงมีส่วนช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญน่าจะผ่าน สปช.ไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เว้นแต่จะมีสัญญาณจากบางฝ่ายที่ต้องการให้ล้มร่างรัฐธรรมนูญในสภา
ถึงร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านด่าน สปช.ไปได้จากเหตุผลดังกล่าว แต่สำหรับการทำประชามติแล้วยังไม่มีสัญญาณใดเลยที่จะเป็นการสื่อให้เห็นได้เลยว่าร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับความเห็นชอบจากประชาชน
ศึกการทำประชามติในรอบนี้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องสู้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีมวลชนอยู่ในมือที่สามารถส่งสัญญาณในระดับที่มีนัยสำคัญให้มวลชนของตัวเองไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้
คณะ กมธ.ยกร่างฯ เองก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเจอศึกหนักในการรบกับพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายเสียประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงพยายามสร้างกิจกรรมที่หวังให้กลุ่มคนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมาลงคะแนนประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
กิจกรรมที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ เตรียมไว้ในเวลานี้ ประกอบด้วย การนัดพบกับสื่อมวลชนที่ติดตามการทำงานของคณะ กมธ.ยกร่างฯ มารับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดในวันที่ 26 ส.ค.
ต่อด้วยวันที่ 27 ส.ค.-4 ก.ย. จะให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ไปทยอยออกรายการทางโทรทัศน์รัฐสภา ซึ่งแพร่ภาพในระบบทีวีดิจิทัล และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เพื่อเผยแพร่และทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ โดยหวังเก็บแต้มจากประชาชนตั้งแต่ต้น และหลังจากวันที่ 6 ก.ย. ถ้า สปช.เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ คณะ กมธ.ยกร่างฯ อาจจะมีการเดินสายไปตามต่างจังหวัดเพื่อตอกย้ำถึงด้านดีของร่างรัฐธรรมนูญก่อนถึงวันลงคะแนนประชามติด้วย
การงัดทุกกลยุทธ์ของคณะ กมธ.ยกร่างฯ มีเพียงเป้าหมายเดียว คือ ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญถูกฉีกผ่านการประชามติขึ้นมา ย่อมหมายถึงความชอบธรรมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องเสียไปด้วย งานนี้ คณะกมธ.ยกร่างฯ จึงท่องจำแค่คำเดียวว่า “แพ้ไม่ได้”







