
‘เชียงของ’ค้านศก.พิเศษ ขวางโค่นป่า3,000ไร่สร้างนิคมฯ
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
แม้ว่าผลการศึกษาศักยภาพพื้นที่และความเหมาะสมยังไม่แล้วเสร็จ หากแต่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ได้ออกประกาศกำหนดให้ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เป็นหนึ่งในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา
อ.เชียงของ อยู่ในเฟส 2 ของนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นในปี 2559
ยุทธศาสตร์หลักของ จ.เชียงราย กำหนดแนวทางการพัฒนา อ.เชียงของ ให้เป็น “โลจิสติกส์ ฮับ” หรือเมืองโลจิสติกส์และบริการการขนส่ง ส่วนยุทธศาสตร์รองคือเมืองแวะพัก-เมืองผ่านสำหรับนักท่องเที่ยว
ทว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลจากพาณิชย์จังหวัดเชียงราย กลับพบว่านอกเหนือจาก “อุตสาหกรรมโลจิสติกส์” แล้ว ยังจะมีอีก 9 กลุ่มอุตสาหกรรมเข้ามาลงทุน รวมเป็น 10 กลุ่มอุตสาหกรรม
ประกอบด้วย 1.อุตสาหกรรมการเกษตร ประมง และกิจการที่เกี่ยวข้อง 2.อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง 3.การผลิตเครื่องเรือน 4.อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 5.การผลิตเครื่องมือแพทย์ 6.การผลิตพลาสติก 7.การผลิตยา 8.นิคมหรือเขตอุตสาหกรรม 9.กิจการสนับสนุนการท่องเที่ยว และ 10.อุตสาหกรรมโลจิสติกส์
นั่นทำให้ชาวเชียงของต่างตกอยู่ในอาการหวาดระแวง เพราะอนาคตยังไม่มีความชัดเจน
เดิมทีมีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายไว้ 7 ตำบล แต่จากการศึกษาความเหมาะสมพบเพียง 3 ตำบล คือ บ้านตอง ห้วยซ้อ และบุญเรือง ที่เป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าหวยจะออกที่ “ต.บุญเรือง” มากที่สุด โดยขณะนี้มีความพยายามจะเพิกถอนพื้นที่สาธารณประโยชน์จำนวน 3,021 ไร่ เพื่อจัดสรรให้เป็นพื้นที่ “นิคมอุตสาหกรรม” จำนวน 1,700 ไร่
พื้นที่แปลงดังกล่าว กระทรวงมหาดไทยออกหนังสือรับรองให้เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2510 ถือเป็นป่าผืนใหญ่ที่สุดใน อ.เชียงของ และใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำอิง
พิชเญศพงษ์ คุรุปรัชฌามรรค ชาวบ้านหมู่ 2 ต.บุญเรือง อธิบายว่า ไม่ต่ำกว่า 200 ปี ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากผืนป่าริมแม่น้ำอิงร่วมกันมา มีการดูแลรักษาและออกข้อกำหนดชุมชนอย่างเคร่งครัด แต่ขณะนี้กลับจะเปลี่ยนเป็นที่ราชพัสดุแทน
“สมเด็จพระราชินีประทานคำขวัญวันแม่ปี 2558 ว่า ดิน น้ำ ลม ฟ้า ป่า เขา คือทรัพย์สินแผ่นดินแม่ที่ต้องรักษาไว้ให้หลานเหลน ส่วนรัฐบาลก็มีนโยบายทวงคืนผืนป่า ถามว่าแล้วทำไมถึงต้องเอาป่าอุดมสมบูรณ์ 1,700 ไร่ ไปทำนิคมอุตสาหกรรม” เขาตั้งคำถาม
เช่นเดียวกับ ทรงพล จันทเรือง ชาวบ้านหมู่ 2 ต.บุญเรือง ที่แสดงความคิดเห็นว่า จะไม่ยินยอมให้ใช้ผืนป่าแห่งนี้ไปสร้างนิคมอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน และคงต้องต่อสู้กันให้ถึงที่สุด
ปัญญา เป้าพรหมมา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 ต.ครึ่ง อ.เชียงของ ซึ่งเป็นตำบลที่อยู่ประชิดกับ ต.บุญเรือง ระบุว่า ทั้งๆ ที่ อ.เชียงของ จะเข้าสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษในปี 2559 แต่จนถึงขณะนี้ในพื้นที่กลับยังไม่มีความชัดเจนใดๆ จะแบ่งพื้นที่หรือใช้ประโยชน์อย่างไร ไม่มีการพูดถึงผังเมือง ไม่มีคำอธิบายว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นพิเศษอย่างไร
“ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่ในพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือพื้นที่ใกล้เคียงนั้น ไม่มีใครได้รับข้อมูลหรือคำชี้แจงจากส่วนกลางเลย” พ่อหลวงปัญญา กล่าว
จีระศักดิ์ อินทะยศ ชาวบ้านสมาชิกกลุ่มรักษ์เชียงของ อธิบายว่า พื้นที่จำนวน 3,021 ไร่ ใน ต.บุญเรือง เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำมีน้ำท่วมถึง ในช่วงหน้าน้ำของทุกปีจะกลายสภาพเป็นพื้นที่รับน้ำก่อนที่น้ำจะไหลออกสู่แม่น้ำอิงและแม่น้ำโขง ชาวบ้านจะใช้ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ไม่มีใครสร้างที่อยู่อาศัย เพราะทราบกันดีว่ามีน้ำท่วมทุกปี
หากมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมขึ้น ก็จะกลายเป็นเขื่อนขวางทางน้ำ กั้นไม่ให้ไหลออกสู่แม่น้ำ ในอนาคตจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ และในเมื่อเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำก็คงต้องหาดินมาถมเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนีไม่พ้นระเบิดภูเขา ระบบนิเวศก็สูญเสีย
“เมื่อเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ คนก็เพิ่มขึ้น ถามว่าระบบสาธารณูปโภคพร้อมรองรับแล้วหรือยัง โรงพยาบาลมีเพียงพอหรือไม่ กำลังตำรวจและแผนการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างไร กากอุตสาหกรรม สารเคมีที่จะไหลลงสู่แม่น้ำอิง แม่น้ำโขง จะป้องกันได้อย่างไร”
“... ทั้งๆ ที่ผลการศึกษาก็ยังไม่เสร็จ ประชาพิจารณ์ก็ไม่เคยทำ ชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่นยังไม่ทราบเรื่อง แต่กลับประกาศออกมาให้เราเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ถามว่าแบบนี้มันจะไปรอดได้อย่างไร” ชาวบ้านรายนี้ระบุ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาครัฐจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกรณีจะพัฒนาที่ดินสาธารณประโยชน์ 3,015 ไร่ มีชาวบ้าน ต.บุญเรือง กว่า 400 คน สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความ “คนหมู่ 2 ไม่เอาโรงงานอุตสาหกรรม”เข้าร่วม
ชาวบ้านต่างคัดค้านนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ และอภิปรายถึงผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะปัญหาน้ำไม่พอใช้ ซึ่งอาจกระทบต่อแม่น้ำอิงและแม่น้ำโขงในอนาคต
สิ่งที่ชาวบ้านย้ำก็คือ ผืนป่าจำนวน 3,021 ไร่แห่งนี้ ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมาหลายชั่วอายุคน และร่วมกันรักษามาอย่างยาวนาน จึงไม่ควรถูกนำเอาไปสร้างโรงงาน
ชาวบ้านยืนยันตรงกันว่าจะคัดค้านจนถึงที่สุด







