
สงครามค่าเงิน
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวเขย่าโลกออกมาจากประเทศจีนเกือบจะพร้อมกัน 2 ข่าว เริ่มด้วยข่าวการลดค่าเงินหยวนวันละกว่า 1% ติดต่อกัน 3 วัน ตามติดด้วยข่าวโรงงานระเบิดในเทียนจินที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 100 คน เป็นการระเบิดที่รุนแรงกว่าที่ราชประสงค์ของเรามาก แต่แฝงความโหดเหี้ยมอำมหิตน้อยกว่า
กองเชียร์จีนที่มีอยู่ไม่น้อยในบ้านเราแชร์กันสนั่นสังคมออนไลน์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้แย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างจีนกับสหรัฐ โดยการลดค่าเงินเป็นการเปิดสงครามการเงิน ส่วนโรงงานระเบิดเป็นการที่จีนถูกก่อวินาศกรรม
วันนี้ผมขอพูดเฉพาะเรื่องการลดค่าเงินหยวนนะครับ เพราะมีคนถามผมหลายคนว่าสงครามค่าเงินทำกันอย่างไร ที่จริงคำนี้แปลมาจากภาษาอังกฤษ และไม่ได้หมายถึงการต่อสู้ระหว่างจีนกับสหรัฐอย่างที่หลายคนในบ้านเราเข้าใจ แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างประเทศที่พึ่งพาการส่งออกด้วยกัน
ผมอยากขอยืนยันว่ามาตรการนี้ของจีนเป็นมาตรการเชิงรับ ไม่ใช่เชิงรุก และเป็นเรื่องที่มีโอกาสเสียมากกว่าได้ หรือที่พูดเป็นภาษาชาวบ้านว่ามีแต่เจ๊ากับเจ๊ง เป็นมาตรการที่ผมไม่เชื่อว่าผ่านการพิจารณาวางแผนมาแล้วเป็นอย่างดี แต่อาจถึงเวลาที่จีนคิดว่าจำเป็นต้องทำ ทั้งๆ ที่ยังคิดหาวิธีที่ดีกว่าไม่ได้
ผมขอไล่เรียงให้ฟังทีละประเด็นเป็นลำดับดังนี้
หนึ่ง เรื่องความจำเป็น เมื่อ 3-4 ปีก่อน จีนปรับอัตราค่าจ้างแรงงานในประเทศขึ้น 30-40% ส่วนหนึ่งเพื่อลดแรงกดดันจากต่างประเทศให้เพิ่มค่าเงินหยวน อีกส่วนเพื่อเอาใจแรงงานในประเทศ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ก็ยังแข่งขันในตลาดส่งออกได้อย่างสบาย
ไม่มีใครทราบล่วงหน้าว่าตลาดแลกเปลี่ยนโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา โดยเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20% เมื่อเปรียบกับสกุลอื่น ทำให้เงินหยวนของจีนซึ่งผูกติดกับเงินเหรียญสหรัฐพลอยแข็งค่าตามไปด้วย ทำให้ราคาสินค้าของจีนซึ่งได้แพงขึ้นบ้างแล้วแพงยิ่งขึ้นไปอีก และเริ่มมีประเทศอื่นที่ค่าเงินอ่อนกว่าเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด
การชะลอตัวของการส่งออกทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่าง จีดีพีโตช้าลง โรงงานผลิตไม่เต็มที่ การลงทุนลดลง กำไรของบริษัทจดทะเบียนขยายตัวช้าลงหรือหดตัว ราคาหุ้นตกต่ำและตลาดหุ้นถูกเทขายบ่อยครั้ง ทุนสำรองที่เดิมมีแต่เพิ่มพูนกลับลดลง เพราะบางครั้งเกิดความจำเป็นต้องเอาทุนสำรองไปต่อสู้กับนักเก็งกำไร
การปรับลดค่าเงินหยวนจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหา
สอง เรื่องวิธีการ ต้องวิจารณ์กันตรงๆ ว่าวิธีของจีนไม่เนียน ทำให้ทั่วโลกตกอกตกใจว่าอาจเกิดสงครามค่าเงิน คือการแข่งกันลดค่าเงิน ซึ่งไม่ต่างจากการแข่งกันลดราคาสินค้า เพื่อแย่งตลาดกัน
โดยปกติการลดค่าเงิน ถ้าเป็นประเทศที่กำลังเผชิญกับวิกฤตก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่สถานการณ์ของจีนต่างจากสถานการณ์ของประเทศอย่างกรีซราวฟ้ากับดิน การประกาศลดค่าเงินอย่างเปิดเผยหรืออย่างโจ๋งครึ่มจึงไม่นิยมทำกัน เพราะทำให้ถูกกล่าวหาได้โดยง่ายว่าเอาเปรียบประเทศอื่น
อย่าลืมว่าแม้จีนจะค้าขายแย่ลง แต่จีนก็ยังมีขนาดทุนสำรองใหญ่ที่สุดในโลก เศรษฐกิจยังขยายตัว 6-7% ต่อปี การค้ายังเกินดุล และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป็นการลดค่าเมื่อเปรียบกับเงินเหรียญสหรัฐโดยตรง ทั้งๆ ที่ยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐมหาศาล และเป็นการเกินดุลในอัตราที่สูงขึ้น
คำอธิบายไม่ว่าจะจากทางการจีนหรือจากคนอื่นที่ช่วยหาเหตุผลสนับสนุน ล้วนฟังคลุมเครือและขาดความชัดเจน เช่น บอกว่าเป็นการปรับสมดุล และหลังจากลดค่าไป 3 วันติดต่อกัน บอกว่าพอแล้ว หรือที่บอกว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าเงินหยวนไม่จำเป็นต้องผูกติดกับเงินเหรียญสหรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของการแปลงเงินหยวนให้เป็นสกุลเงินระดับโลก และเพื่อให้ไอเอ็มเอฟยอมรับเข้าไปในตะกร้าเงิน เป็นต้น
ตัวอย่างประเทศที่ลดค่าเงินได้เนียนมาก คือ ญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลชินโสะ อาเบะ โดยอาเบะไม่เคยบอกว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศด้วยการลดค่าเงิน แต่ประกาศว่าจะทำคิวอี ซึ่งผลของนโยบายคิวอีทำให้เงินเยนอ่อนลงจากระดับ 80 เยน/เหรียญสหรัฐ ก่อนประกาศ มาอยู่ในระดับ 125 เยน/เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน
ถ้าผมเป็นจีน ผมจะประกาศยกเลิกระบบฟิกซิงส์ ซึ่งเป็นระบบที่ผูกติดเงินหยวนกับเงินเหรียญสหรัฐ และเป็นระบบที่ไทยเราเองก็เลิกใช้มากว่า 20 ปีแล้ว โดยจะประกาศให้เงินหยวนลอยตัวอย่างเสรี หลังจากนั้นจึงแทรกแซงตลาดให้ค่าเงินอ่อนลง
สาม เรื่องผลกระทบ ในทันทีที่จีนประกาศลดค่าเงินหยวน ตลาดหุ้นเกือบจะทั่วโลกก็ตอบสนองด้วยการเทขายเพื่อลดความเสี่ยง อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้จีนหยุดหลังจากลดค่าเงินลงได้เพียง 3-4% ใน 3 วัน
ผมคิดว่าคลื่นใต้น้ำยังคงอยู่ ผลกระทบในระยะยาวต่อเศรษฐกิจและการเงินของโลกจะเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แม้แต่จีนเองผมก็เชื่อว่าไม่ทราบว่าการกระทำของตนเองจะส่งผลอย่างไร ตัวแปรที่สำคัญคือปฏิกิริยาของประเทศอื่น ซึ่งจีนเองก็คงกำลังเงี่ยหูฟังอย่างใกล้ชิด
ที่ผ่านมาประเทศส่วนใหญ่ยังสงวนท่าที บางประเทศอาจเป็นเพราะเกรงใจจีน บางประเทศอาจรอดูสัญญาณที่ออกมาจากสหรัฐและยุโรป มีเสียงตำหนิอยู่บ้าง เช่น จากเวียดนามกับอินโดนีเซีย แต่ไม่รุนแรง อาจเป็นเพราะจีนหยุดหลังจากเงินหยวนอ่อนค่าลงเพียงเล็กน้อย แต่ต่อไปหากมีการลดค่าเงินหยวนอีกรอบ เสียงตำหนิก็อาจขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น
ข้อสุดท้าย ปฏิกิริยาของสหรัฐ ประเทศจีนนับตั้งแต่สีจิ้นผิงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ได้พยายามสร้างบารมีและแผ่อิทธิพลออกไป จนถูกมองว่ากำลังทาบรัศมีและแย่งชิงความเป็นใหญ่กับสหรัฐ
ในแง่มุมนี้ การประกาศลดค่าเงินหยวนไม่น่าจะเป็นผลดีกับจีนมากนัก เพราะเท่ากับเป็นการเปิดจุดอ่อนที่อาจทำให้สหรัฐใช้เป็นข้ออ้างในการเล่นงานจีนในภายหลัง เช่น กล่าวหาว่าจีนค้าขายไม่เป็นธรรม และตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นสหรัฐยังไม่แสดงตัว อาจจะรอให้มีประเทศที่เดือดร้อนออกมาโวยวายเสียก่อน หลังจากนั้นจึงหาจังหวะถล่มซ้ำ







