
‘บาทอ่อน’ ดีกว่า ‘บาทแข็ง’
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
การปรับตัวอ่อนค่าลงของเงินบาทแบบหยุดไม่อยู่เช่นนี้ ถึงหลายฝ่ายจะมองว่าไม่ได้มีอานิสงส์ช่วยภาคการส่งออกไทยให้ฟื้นกลับมาดีขึ้นเป็นบวกได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการอ่อนค่าของเงินบาทในรอบนี้มีส่วนช่วยพยุงสถานการณ์เศรษฐกิจไว้ได้ไม่น้อยทีเดียว
หากเปรียบเทียบการอ่อนค่าของเงินสกุลต่างๆ กับเงินเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ต้นปีมาถึงวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา จะพบว่าเงินบาทอ่อนค่าอยู่ในลำดับต้นๆ เงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าลงไปมากที่สุด 14.7% เพราะมีปัจจัยภายในจากการส่งออกที่ติดลบเกิน 10% ตามการส่งออกน้ำมันและยางพาราที่ลดลงค่อนข้างมาก รองลงมาเป็นสกุลเงินรูเปียห์ อินโดนีเซีย อ่อนค่า 10.5% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบสูง
และอันดับสาม คือ เงินบาทไทย อ่อนค่าลงไป 7.5% อยู่ในลำดับเดียวกับเงินวอนเกาหลีใต้ เพราะนอกจากปัจจัยในต่างประเทศที่เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นแล้ว เงินบาทยังได้รับปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ที่มีแนวโน้มโตลดลงเหลือ 2.7% ในครึ่งปีหลัง จากครึ่งปีแรกที่ 2.9%
และทั้งปีศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะโตที่ 2.8% เท่านั้น บวกกับมีสถานการณ์ในประเทศที่เกิดเหตุระเบิดแยกราชประสงค์ด้วย ซึ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีกประมาณ 1% หรือลงไปอ่อนค่าสุดที่ระดับ 35.62 บาท/เหรียญสหรัฐ หากเทียบระดับการเคลื่อนไหวในวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมากับระดับปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา
ขณะที่ดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่า 5.5% เวียดนามอ่อนค่า 4.5% ฟิลิปปินส์และอินเดียอ่อนค่า 3.4% หยวนอ่อนค่า 3% ไต้หวัน 2.4% ด้านเงินยูโรอ่อนค่าลง 8.6% และเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง 3.6%
อย่างไรก็ดี ข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดก็ไม่ได้ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมากนัก ซึ่งการอ่อนค่าลงของเงินบาทรอบนี้ไม่ได้เป็นปัญหากับเศรษฐกิจ เพราะหลายภาคส่วนอยากให้อ่อนอยู่แล้ว เพื่อช่วยบรรเทาการส่งออกได้บ้าง อย่างน้อยๆ ก็ช่วยให้ส่งออกได้เงินมาแลกเป็นบาทได้มากขึ้น แต่เงินบาทยังแข็งค่ากว่าบางสกุลในภูมิภาคอยู่บ้าง ทำให้ได้ประโยชน์ในการแข่งขันหรือช่วยฟื้นส่งออกไม่มากนักก็ตาม
ที่สำคัญคือ เงินบาทอ่อนในจังหวะนี้มีข้อดีคือ นอกจากจะช่วยส่งออกให้มีรายได้เงินบาทมากขึ้นบ้างแล้ว ยังมีส่วนช่วยพยุงการบริโภคและประคับประคองเศรษฐกิจได้ด้วย แถมไม่สร้างปัญหาให้กับภาคการนำเข้าสินค้าสำคัญของไทยอย่างน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันมีราคาถูกลง เพราะหากเงินบาทไปอ่อนในภาวะที่น้ำมันแพงอาจจะไปเพิ่มต้นทุนของผู้ประกอบการและราคาสินค้าเพิ่มขึ้นได้ จนอาจจะฉุดการบริโภคหรือการใช้จ่ายในประเทศในบางหมวดลด ดังนั้น จึงถือเป็นความโชคดีของไทยและ ครม.ชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาดูแลเศรษฐกิจ
สำหรับการอ่อนค่าลงของเงินบาทรอบนี้ออกจะสวนทางกับฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลมาอย่างต่อเนื่องอยู่บ้าง เพราะตามหลักหากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเงินบาทน่าจะแข็งค่าขึ้นแทนที่จะอ่อนค่าลงเช่นนี้
ในเรื่องนี้ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย อธิบายว่า เดิมถ้าดูพื้นฐานเศรษฐกิจและดุลบัญชีเดินสะพัดจะสะท้อนทิศทางค่าเงินบาทได้ก็จริง แต่สถานการณ์ในปัจจุบันได้ฉีกหลักเกณฑ์เดิมไปแล้ว เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดไทยไม่ได้เป็นบวกจากส่งออกขยายตัว แต่บวกจากส่งออกหดตัวและนำเข้าหดตัวมากกว่า เพราะราคาน้ำมันถูกลงทำให้ไทยนำเข้าน้อยลง บวกกับการนำเข้าจากการลงทุนที่หดตัว ทำให้นำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร วัตถุดิบ ก็น้อยลงไปด้วย
อมรเทพ อธิบายว่า ภาวะเช่นนี้ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง แถมเงินเหรียญสหรัฐยังแข็งค่าขึ้น เพราะสภาพคล่องบวกการเก็งกำไรในสินทรัพย์ในตลาดเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ รวมถึงฟันด์โฟร์ก็ไหลออกจากภูมิภาคนี้มากขึ้นด้วย ซึ่งประเทศไทยเองเป็นประเทศเดียวที่ถูกต่างชาติเทขายในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร โดยต้นปีมาถึงวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิในหุ้นไทย 1,730 ล้านเหรียญสหรัฐ และขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 272.50 ล้านเหรียญสหรัฐ
“เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทุนต่างชาติออกไป เพราะเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนในการฟื้นตัว การกำหนดนโยบายหลายอย่างยังไม่ชัดเจน นักลงทุนกังวลกับสถานการณ์ทางการเมือง และส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหุ้นไทยเริ่มแพงเกินไปจากปัจจัยพื้นฐาน หรือถ้าดูจากทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยขณะนี้กับช่วงปลายเดือน ก.ค.ปีนี้เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนก็ลดลง 7% ถึงจะลดลงไม่รุนแรง แต่สะท้อนว่าต่างชาตินำเงินออกจากไทย ซึ่งเป็นผลสำคัญทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งไม่เกี่ยวกับดุลบัญชีเดินสะพัด” อมรเทพ ระบุ
การอ่อนค่าของเงินบาทรอบนี้ ไม่ได้อ่อนลงแรงถ้าเทียบกับสกุลเพื่อนบ้านหรือคู่ค้าคู่แข่ง อย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ ส่วนหนึ่งเพราะไทยยังได้ประโยชน์จากการนำเข้าน้ำมัน ทำให้อ่อนค่าลงได้ไม่มาก อย่างไรก็ดีการอ่อนค่าของสกุลในภูมิภาค รวมถึงการอ่อนค่าลงของเงินหยวนน่าจะทำให้ค่าเงินในภูมิภาคและเงินบาทอ่อนตามได้อีก
ฉะนั้น ถึงการอ่อนค่าลงของเงินบาทจะได้อานิสงส์ต่อการส่งออกไม่มากนัก เห็นได้จากรายได้จากการส่งออกในรูปเงินบาททั้งไตรมาสแรกและ 2 ของปีนี้ยังติดลบ แต่เงินบาทอ่อนก็ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในจังหวะนี้ได้พอสมควร อย่างน้อยๆ ก็ทำให้ส่งออกดูไปได้ บรรยากาศการใช้จ่ายไม่แย่นัก แต่คงไม่ดีถึงขั้นช่วยส่งออกให้บวกได้ในปีนี้ ถ้าเงินบาทไม่อ่อนมากเป็น 10-20% แต่ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่งเงินบาทอ่อนค่าจะทำให้เสียโอกาสในการนำเข้าบ้าง
“จังหวะนี้ถึงเศรษฐกิจไทยจะไม่ดีนัก แต่ก็ไม่ทรุดยังได้ประโยชน์จากนำเข้าน้ำมันถูก และโชคดีที่ต่างชาติทุบไทยไม่ได้ ไม่ว่าจะในตลาดหุ้นหรือตลาดพันธบัตร เพราะปัจจุบันต่างชาติถือในสัดส่วนที่น้อยต่ำกว่า 10% แต่ภาวะนี้จะหวังให้บาทอ่อนเพื่อแข่งกับเพื่อนบ้านคงไม่ได้ ส่งออกไทยไม่ควรแข่งแต่ราคาควรต้องปรับปรุงคุณภาพให้สินค้าได้รับการยอมรับในตลาดด้วย” อมรเทพ สรุป







