
เสี่ยงปรับใหญ่ ครม. เร่งฟื้นความเชื่อมั่น
จากโฉมหน้า ครม.ประยุทธ์ 3 ที่ปรากฏเวลานี้ ต้องเรียกว่าเป็นการ “ยกเครื่อง” ครั้งสำคัญ
โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
จากโฉมหน้า ครม.ประยุทธ์ 3 ที่ปรากฏเวลานี้ ต้องเรียกว่าเป็นการ “ยกเครื่อง” ครั้งสำคัญ ด้วยการดึงบุคลากรหน้าใหม่ชุดใหญ่เข้ามาเสริมทีมแถมยังเป็น “เดิมพัน” ที่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง เพราะการปรับทีมงานชุดเก่าที่ทำงานมายาวนานต่อเนื่องเกือบปี อาจทำให้สิ่งที่ทำมาต้องสะดุดลงไปก่อนจะเห็นผล
ที่สำคัญนี่อาจนำไปสู่รอยร้าวที่ตั้งรับไม่ดีย่อมกลายเป็นแรงกระเพื่อมย้อนกลับมาสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างรุนแรง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เต็มไปด้วยมรสุมรุมเร้า
แน่นอนว่าทุกอย่างผ่านการชั่งน้ำหนัก ประเมินข้อดีข้อเสียมาอย่างถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจปรับ ครม.ล็อตใหญ่ในครั้งนี้
ประการแรก เพื่อลดแรงเสียดทานไม่ให้ ครม.ชุดปัจจุบันต้องแบกความรับผิดชอบไว้ทั้งหมด อย่างน้อยการปรับ ครม.ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหา หาใช่ดูดายปล่อยให้ปัญหาต่างๆ รุมเร้าไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไร
ยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ยังไม่เห็นแนวโน้มว่าแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลมาถูกทาง หรือเห็นผลงานที่จับต้องได้ การปล่อยให้รัฐบาลบริหารงานในสภาพนี้ต่อไปย่อมมีแต่จะฉุดความเชื่อมั่น คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ
ดังจะเห็นว่าการปรับ ครม.รอบนี้ เป็นการยกเครื่องในหลายส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นปัญหา ทั้งเศรษฐกิจ การคลัง พาณิชย์เชื่อมโยมการค้าการลงทุน และด้านพลังงานที่ยังติดๆ ขัดๆ เรื่อยไปจนถึงไอซีที และการต่างประเทศ
ประการที่สอง การปรับครั้งนี้ยังเป็นการล้างภาพ ด้วยการลดบทบาทของ “กองทัพ” ถอย บิ๊ก คสช.ที่ถูกส่งมาประจำในแต่ละกระทรวงออกไปอยู่ในที่ในทางที่เหมาะสม และให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำ งานได้อย่างเต็มตัวเพื่อให้เกิดความคล่องตัว และเห็นผลงานที่จับต้องได้ง่ายขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาการบริหารงานรัฐบาล คสช.นั้น ส่วนหนึ่งมองว่าเป็นเพราะบทบาทผิดฝาผิดตัวให้ทหารเข้ามาดูงานในหลายกระทรวงสำคัญ
ประการถัดมา การปรับใหญ่ ครม.ล็อตนี้ ด้วยการดึงบุคลการ “หน้าใหม่” ที่เต็มไปด้วยความรู้ความสามารถ ย่อมช่วยต่ออายุ และปลุกความคาดหวังในรัฐบาลชุดใหม่ได้อีกระยะหนึ่ง
โดยเฉพาะกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มองว่าเป็น “ดรีมทีม” ที่จะมากอบกู้สถานการณ์ ภายใต้การนำของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่เปลี่ยนสถานะจากที่ปรึกษา คสช. มารับงานใหญ่เป็นแม่ทัพคุมทีมเศรษฐกิจเต็มตัวหลังจากมีเสียงเรียกร้องมานาน
หากพิจารณาโฉมหน้า ครม.ประยุทธ์ 3 อย่างละเอียด จะเห็นว่า “มือดี” ในเครือข่าย “สมคิดคอนเนกชั่น” ถือเป็นบุคลากรที่มีฝีไม้ลายมือพอตัว ทั้งประวัติและผลงานล้วนแต่เป็นที่ยอมรับ
ไล่มาตั้งแต่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ว่าที่ รมว.คลัง ประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคารมายาวนาน อดีต กรรมการผู้จัดการ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอเอฟซีที ไฟแนนซ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทยและธนาคารกรุงไทย
อภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ ที่ขยับขึ้นมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการเต็มตัว ด้วยประสบการณ์เป็นเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก อดีตอธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ขยับเก้าอี้จากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เตรียมมานั่งเป็น รมช.คลัง ชัดเจนว่าช่วงเวลาการทำหน้าที่ สุวิทย์ ได้แสดงศักยภาพให้เห็นหลายเรื่อง และมีส่วนเข้าไปผลักดันการปฏิรูปประเทศในหลายส่วน การได้ขยับมานั่งเก้าอี้ฝ่ายบริหารย่อมมีส่วนช่วยขับเคลื่อนปฏิรูปอีกด้วย
อรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งจะเกษียณในเดือน ก.ย.นี้ การเปลี่ยนสถานะมาทำงานฝ่ายบริหาร ในตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม ย่อมช่วยขับเคลื่อนงานในกระทรวงให้ไหลลื่นได้ดีขึ้น แถมการที่เป็นมือไม้ที่ สมคิด ไว้วางใจย่อมช่วยทำงานในภาพรวมให้เป็นเอกภาพมากขึ้น
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่ขยับจากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการ จากประสบการณ์ในสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ย่อมช่วยให้เห็นทิศทางการทำงานชัดเจนขึ้น
ออมสิน ชีวะพฤกษ์ หน้าใหม่ที่ถูกดึงมาเป็น รมช.คมนาคม ด้วยประสบการณ์ทั้งงานในไปรษณีย์ และประธานบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย
ดอน ปรมัตถ์วินัย ที่สุดท้ายต้องขึ้นมารับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ รับงานใหญ่ที่ท้าทายความสามารถในช่วงบ้านเมืองมีปัญหาด้านการต่างประเทศหลายเรื่อง ในช่วงบ้านเมืองถูกมองว่าเป็นรัฐบาลทหาร แถมที่ผ่านมายังมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเป็นทหารอีก
ความพยายามแก้ไขปัญหาในฝ่ายบริหารด้วยการยกเครื่อง ครม.ล็อตใหญ่ครั้งนี้ แน่นอนว่าอาจจะทำให้เกิดรอยต่อ แต่ด้วยบทบาทของนายกฯ ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และเป็นแกนกลางกำหนดทิศทางมาตั้งแต่ต้นย่อมช่วยคุมทิศทางที่จะเดินไปข้างหน้าต่อไป
ส่วนจะเห็นผลเป็นที่พอใจของประชาชนและเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้มากน้อยแค่ไหนในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ คงต้องให้เวลารัฐมนตรีหน้าใหม่ได้พิสูจน์ฝีไม้ลายมือสักระยะ







