posttoday
หวั่นจีนฉุดศก.โลก หนี้ท่วม-รัฐโหมกระตุ้น

หวั่นจีนฉุดศก.โลก หนี้ท่วม-รัฐโหมกระตุ้น

19 สิงหาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

นับเป็นปีที่ 7 แล้วที่โลกเผชิญกับความยากลำบากในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในปีนี้โลกก็เข้าสู่สภาพชะงักงันอย่างเห็นได้ชัด และเริ่มมีเสียงจากนักวิเคราะห์แสดงความกังวลว่า โลกกำลังจะเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” ครั้งใหม่หรือไม่ เนื่องจากโดยเฉลี่ยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การเกิดสภาพเศรษฐกิจโลกถดถอยมักเกิดขึ้นเฉลี่ยหนึ่งครั้งในรอบ 8 ปี ซึ่งหากนับตั้งแต่วิกฤตซับไพรม์เมื่อปี 2008 ปีนี้ก็ใกล้ครบ 8 ปีพอดี

รุจีร์ ชาร์มา หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และเศรษฐกิจโลกมหภาคแห่งมอร์แกน สแตนเลย์ วาณิชธนกิจชื่อดัง เขียนบทความแสดงความเห็นผ่านทางหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล ว่า ประเทศที่อาจจะจุดชนวนสภาพเศรษฐกิจถดถอยในครั้งนี้ อาจไม่ใช่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจากซีกโลกตะวันตกอีกต่อไป แต่น่าจะเป็นจีนซึ่งเผชิญกับวิกฤตตลาดหุ้น และการดำเนินนโยบายลดค่าเงินอย่างรุนแรง

ชาร์มา อธิบายว่า ภาวะชะงักงันของเศรษฐกิจโลกครั้งก่อน มักเกิดจากการชะลอตัวทางสภาพเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจรายใหญ่ ก่อนจะลุกลามไปสู่ประเทศอื่นๆ ต่อไป โดยตามประวัติศาสตร์ “สหรัฐ” ซึ่งเป็นประเทศที่มีส่วนในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) ของโลกมากที่สุดเพียงประเทศเดียว การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐก็เพียงพอจะฉุดเศรษฐกิจโลกให้ตกต่ำแล้ว

อย่างไรก็ตาม โลกแทบไม่เคยเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวหรือเศรษฐกิจเติบโตติดลบ “ทั่วโลก” อย่างแท้จริง เนื่องจากสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจใหญ่ การเติบโตในอัตรา 3% ก็ทำให้รู้สึกเหมือนเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจถดถอยแล้ว ดังนั้นโลกจึงไม่เคยเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างแท้จริง โดยแต่ละประเทศจะรับรู้ถึงสภาพเศรษฐกิจถดถอยไม่เท่ากัน

ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แบ่งการเกิดสภาพเศรษฐกิจโลกถดถอยในรอบ 50 ปี ไว้ 4 ช่วงด้วยกัน ได้แก่ ช่วงกลางทศวรรษ 1970 ช่วงต้นทศวรรษ 1980 และ 1990 และล่าสุดช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009 โดยใช้รายได้ต่อหัวและชุดปัจจัยที่มีความซับซ้อนในการวิเคราะห์

สภาพเศรษฐกิจโลกถดถอยทั้ง 4 ครั้งมีลักษณะเหมือนกัน คือ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกต่ำกว่า 2% และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามตลาดปรับลดลงต่ำกว่า 2% และการเติบโตในระยะยาวอยู่ที่ 3.5%

นอกจากนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วทุกครั้งที่เกิดสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ สหรัฐมักจะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจเสมอ และสภาพเศรษฐกิจขาลงของสหรัฐก็ฉุดเศรษฐกิจโลกไปด้วย เนื่องจากสหรัฐใช้จ่ายน้อยลง ทำให้การส่งออกไปยังสหรัฐชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ชาร์มา แสดงความเห็นว่า พื้นฐานทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2008-2009 เนื่องจากมีประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่รายใหญ่กลายเป็นเครื่องจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทนที่สหรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจกลุ่มตลาดเกิดใหม่แสดงความเห็นว่า จุดเปลี่ยนสำคัญคือการผงาดขึ้นมาของเศรษฐกิจของจีน หลังจากสหรัฐต้องหลบไปหลังฉากเมื่อเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 โดยในปัจจุบันจีนมีสัดส่วนช่วยการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกกว่า 30% เทียบกับสหรัฐซึ่งอยู่ที่ 17% เท่านั้น ขณะที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจรายอื่นอย่างสหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น มีส่วนขับเคลื่อนน้อยกว่า 10% ดังนั้นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอยู่ในกำมือของรัฐบาลกรุงปักกิ่ง

อย่างไรก็ตาม การผงาดขึ้นมาของเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กลับมีพื้นฐานอยู่บนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ซึ่งไม่มีความมั่นคงและยั่งยืน ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนในปัจจุบันเติบโตอยู่บนกองหนี้จำนวนมหาศาล

ชาร์มา ยืนยันว่า ไม่มีประเทศไหนอีกแล้วที่มีอัตราการเติบโตของหนี้อย่างรวดเร็วเท่าจีนนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 โดยสัดส่วนหนี้ทั้งประเทศต่อจีดีพีของจีนปรับตัวสูงขึ้นจาก 80% ระหว่างปี 2008-2013 เป็นเกือบ 300% ในปัจจุบัน และไม่มีท่าทีว่าการเติบโตเช่นนี้จะชะลอตัวแต่อย่างใด ทำให้จีนมีสภาพการเติบโตแบบลวงตาและไม่ค่อยมั่นคง

ขณะที่รัฐบาลก็พยายามรักษาการเติบโตไว้ให้ได้ที่ราว 7% ต่อปี ด้วยการอัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยถูก ซึ่งเป็นการสูบลมให้กับฟองสบู่ด้วยเช่นกัน ส่งผลให้จีนมีสภาพฟองสบู่โป่งพองและแฟบลงในสินทรัพย์ต่างๆ นับตั้งแต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์จนถึงตลาดหุ้นในปัจจุบัน

ขณะที่ทางการจีนพยายามใช้มาตรการต่างๆ แทรกแซงการเทขายอย่างที่ประเทศกลุ่มโลกเสรีไม่ใช้กัน จนเป็นเหตุให้สหรัฐซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของจีนประท้วงหลายครั้ง ทั้งการปรับอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) หลายครั้ง รวมถึงการอัดฉีดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตาม ชาร์มา วิจารณ์ว่า แม้จีนจะเริ่มใช้นโยบายแทรกแซงหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ได้ผล และไม่สามารถหยุดการเทขายได้ และการใช้ยากระตุ้นยาวนานก็ทำให้นักลงทุนชินต่อการกระตุ้น
ของรัฐบาล ไม่ว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่เพียงใดรัฐบาลก็จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งกลายเป็นการเพิ่มขนาดหนี้ให้กับสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งไม่น่าจะใช่หนทางที่จะนำจีนไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนที่รัฐบาลตั้งใจไว้

การชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในแดนมังกรประเทศเดียว ก็เพียงพอจะทำให้โลกถลำลึกสู่สภาพถดถอยตามนิยามของไอเอ็มเอฟ โดยส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งแรกของปี 2015 เติบโตเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นช่วง 2 ไตรมาสที่เติบโตต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 เลยทีเดียว ขณะที่ผลผลิตอุตสาหกรรมและการค้าโลกยังอยู่ในสภาพชะลอตัว

ทั้งนี้ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการชะลอตัวของจีน เนื่องจากหลายประเทศทำหน้าที่เป็นผู้ส่งวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมการผลิตในจีน โดยหลายประเทศเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่อัตราการเติบโตโดยรวมของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อยู่ในระดับต่ำกว่า 2% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1990 ที่เศรษฐกิจในภาพรวมของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เติบโตต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว อย่างไรก็ตามผลกระทบยังไม่กระจายในวงกว้าง เนื่องจากสัมพันธ์ทางการค้าและการเงินของจีนกับโลกยังอยู่ในปริมาณที่จำกัด

ชาร์มา ทิ้งท้ายไว้ว่า ความหวังเดียวสำหรับเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ คือ จีนสามารถหลีกเลี่ยงการชะลอตัวที่ถลำลึกไปมากกว่านี้ได้ ขณะที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจรายอื่นสามารถก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้แทนที่ อย่างไรก็ตามดูเหมือนในปัจจุบันสหรัฐก็ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่นัก ส่วนยุโรปและญี่ปุ่นเพิ่งมีเศรษฐกิจที่กลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง และยังเร็วเกินไปที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทนจีน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท