posttoday
ถ้าจะมี...รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ

ถ้าจะมี...รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ

19 สิงหาคม 2558

โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

เมื่อข้อเสนอให้มีการตั้งคำถามในการทำประชามติ ว่า “ประชาชนต้องการที่จะให้มี ‘รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ’ หรือไม่” เกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย พร้อมกับคำอธิบายถึงที่มีเพียงว่าวิธีการที่ได้มาซึ่งรัฐบาลในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อได้รับเสียงสนับสนุน 4 ใน 5 หรือเท่ากับ 360 เสียงจากจำนวน สส.ทั้งหมด 450 เสียง

อีกนัยหนึ่งคือ พรรคการเมืองขนาดใหญ่สองพรรคในระบบการเมืองไทยจะต้องหันมาจับมือเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อเป็นฝ่ายบริหารประเทศร่วมกัน

จึงไม่เป็นที่ประหลาดใจว่า คำถามสำคัญหลายคำถามที่ตามมาจากการนำเสนอข้อเสนอนี้จะอยู่ในประเด็นหลักๆ ที่กล่าวถึง (1) ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นของรัฐบาลในลักษณะนี้ และ (2) ผลกระทบที่จะตามมาจากการมีรัฐบาลในลักษณะนี้ต่อปัญหาการเมืองไทยที่เกิดขึ้นมานับสิบปีเสียเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี คำถามที่ควรจะถามต่อจากคำถามในประเด็นของความเป็นไปได้หรือผลกระทบของการมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ คือ องค์ประกอบของการมีรัฐบาลแห่งชาตินั้นมีเพียงแค่การที่จะได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจาก สส. ในสภาเท่านั้นเองหรือ ไม่มีปัจจัยอื่นๆ ที่จะนำไปสู่การมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติที่จะนำประสิทธิผลที่ดีต่อระบบการเมืองไทยดังที่ผู้เสนอได้คาดหวังไว้

แต่ผู้นำเสนอก็ไม่ได้ให้คำอธิบายอื่นๆ ไว้เลย เพราะการที่จะทำให้การมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติแล้วส่งผลกระทบหรือเกิดประสิทธิผลในทางบวกกับระบบการเมืองไทย เพียงแค่เสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ยังต้องมีกลไกอื่นที่จำเป็นในการทำให้รัฐบาลปรองดองแห่งชาติได้ดำเนินไปในทิศทางที่คาดหวังไว้ ซึ่งกลไกเหล่านี้ ได้แก่

กลไกที่ 1 พรรคการเมืองทุกพรรคที่ร่วมเป็นรัฐบาลไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ จะต้องมีสิทธิเท่ากันในการ “ค้าน” ในกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล หมายความว่า เมื่อพรรคต่างๆ ได้ตัดสินใจที่จะเข้ามาทำงานร่วมกันแล้วนั้น ในกระบวนการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะและการบริหารประเทศพรรคทุกพรรคที่ร่วมกันอยู่ในรัฐบาลจะต้องมีสิทธิในการตัดสินใจที่เท่ากัน

การเห็นด้วยหรือการเห็นค้านของพรรคที่มีขนาดเล็กกว่าในจำนวนไม่ควรจะมีน้ำหนักที่น้อยกว่าพรรคที่มีขนาดที่มากกว่าในกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล เพราะไม่เช่นนั้นแล้วการมีน้ำหนักในกระบวนการตัดสินใจที่ไม่เท่ากันก็จะเป็นการกลับสู่ลักษณะของรัฐบาลแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้เน้นการปรองดอง โดยเฉพาะการค้านเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายบริหารประเทศที่ผิดไปจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างพรรคตั้งแต่แรก

กลไกที่ 2 การสร้างกลไกการปรึกษาหารือและไกล่เกลี่ยกับพรรคการเมืองพรรคฝ่ายค้าน เพราะการมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติทางหนึ่งจะส่งผลต่อระบบการตรวจสอบรัฐบาลของฝ่ายค้าน เพราะจำนวนเสียงของฝ่ายค้านในรัฐบาลปรองดองแห่งชาตินี้จะมีเพียง 1 ใน 5 ของเสียงทั้งหมด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีความเป็นไปได้เลยที่ฝ่ายค้านจะแสดงความเห็นต่างในกระบวนการตัดสินใจในนโยบายและการบริหารประเทศ

ดังนั้น การแสดงออกที่จะทำให้ฝ่ายรัฐบาลรับทราบถึงการมีความเห็นที่ต่างในบางครั้งก็อาจจะต้องทำนอกระบบการเมือง นั่นคือ การเกิดการเมืองบนท้องถนน เช่นนี้ ปัญหาการเมืองไทยก็ไม่ได้หมดไปกับการมีรัฐบาลในลักษณะนี้อย่างที่ได้ออกแบบไว้

การมีกลไกในการปรึกษาหารือและไกล่เกลี่ยเพื่อยอมรับข้อเสนอและความเห็นต่างจึงมีความจำเป็น ซึ่งกลไกนี้อาจจะอยู่ในรูปของการเปิดทางให้มีการนำข้อเสนอของฝ่ายค้านได้ถูกนำมาพิจารณาเพื่อปรับหรือเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอของฝ่ายรัฐบาล หรือการเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านสามารถเสนอขอทำ “ประชามติ” ในประเด็นที่ขัดแย้งได้ในบางกรณี

กลไกที่ 3 การทำให้เกิดฉันทามติในเป้าหมายของการเป็นรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก เพราะรัฐบาลปรองดองแห่งชาติที่จะเกิดขึ้นอาจจะเกิดขึ้นจากการรวมกันของพรรคที่มีความคิดและจุดยืนทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองและความต้องการในการดำเนินนโยบายสาธารณะของประเทศที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก หากไม่มีการตกลงกันตั้งแต่ตอนแรกอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารประเทศที่มีอุปสรรคระหว่างทางเป็นระยะๆ เพราะไม่มีข้อตกลงร่วมกันตั้งแต่ต้น

กลไกนี้นอกจากจะช่วยให้การทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลได้เห็นเป้าหมายและทิศทางในการนำประเทศในทางเดียวกัน แต่ยังจะเป็นเครื่องมือในการประเมินผลงานของรัฐบาลจากฟากฝั่งประชาชนในอีกทางหนึ่ง เสมือนว่าฉันทามติในการบริหารประเทศร่วมกันนี้เป็นรายละเอียดสำหรับประชาชนในการตรวจความก้าวหน้าของการเดินหน้าประเทศไทยที่จะมุ่งสู่การปฏิรูปที่จะเกิดผลได้จริงหรือไม่

จะเห็นได้ว่าการจะมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติที่จะนำไปสู่ผลสำเร็จของการปฏิรูปการเมืองนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีแค่ “ผลการลงประชามติว่าเห็นด้วยกับการมี” หรือ “การบอกวิธีการที่จะได้มา” เพียงเท่านั้น กลไกที่ได้นำเสนอมานี้เป็นสิ่งหนึ่งที่พรรคการเมืองต้องรับทราบว่าก่อนที่พรรคจะตกลงในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลปรองดองแห่งชาตินั้น พรรคจะต้องยอมรับได้มากน้อยแค่ไหนในการเสียความสามารถในการต่อรองทางการเมืองหรืออำนาจในการตัดสินใจระหว่างงพรรคการเมือง

ที่สำคัญประชาชนผู้ที่จะไปลงประชามติเพื่อตัดสินใจว่าจะเห็นด้วยกับการมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องเข้าใจว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่การออกเสียงเห็นด้วยเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องการเรียกร้องให้ผู้เสนอข้อเสนอในการมีรัฐบาลในลักษณะนี้สร้างกลไกข้างต้นขึ้นมาพร้อมๆ กับข้อเสนอและคำถามในการลงประชามติไปพร้อมๆ กัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท