posttoday
ฤๅเราไม่รู้ตัวว่าทะเลาะกันเพราะ ‘เทคโนโลยี’

ฤๅเราไม่รู้ตัวว่าทะเลาะกันเพราะ ‘เทคโนโลยี’

19 สิงหาคม 2558

หากขีดเส้นแบ่งความขัดแย้งชนิดที่เรียกว่า “อยู่ประเทศเดียวกันแต่เหมือนอยู่คนละโลก” อาจจัดได้ว่าช่วงปี 2552-2553 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เห็นปรากฏการณ์นี้ กล่าวคือ มีการชุมนุมของขบวนการ “คนเสื้อแดง” สองครั้งใหญ่ในช่วงหน้าร้อนปี 2552 และ 2553 ในขณะเดียวกันก็มีการแสดงความคิดเห็นประณามหยามเหยียดคนเสื้อแดง รวมไปถึงการปะทะคารมกันในสื่อใหม่ เช่น อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียอย่างเผ็ดร้อน

หากขีดเส้นแบ่งความขัดแย้งชนิดที่เรียกว่า “อยู่ประเทศเดียวกันแต่เหมือนอยู่คนละโลก” อาจจัดได้ว่าช่วงปี 2552-2553 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เห็นปรากฏการณ์นี้ กล่าวคือ มีการชุมนุมของขบวนการ “คนเสื้อแดง” สองครั้งใหญ่ในช่วงหน้าร้อนปี 2552 และ 2553 ในขณะเดียวกันก็มีการแสดงความคิดเห็นประณามหยามเหยียดคนเสื้อแดง รวมไปถึงการปะทะคารมกันในสื่อใหม่ เช่น อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียอย่างเผ็ดร้อน

เมื่อส่องกล้องมองสถานการณ์ในประเทศไทยจะเห็นชัดเจนว่า สื่ออินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย มีอิทธิพลต่อความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของสังคมการเมืองไทยมหาศาล ดังนั้น เราจึงต้องเรียนรู้ไปด้วยว่าอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียมีลักษณะการทำงานอย่างไร ส่งผลกระทบต่อการรับรู้และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างไร 

อันจะนำมาสู่การเข้าใจว่า ทำไม “เรื่องเดียวกันถึงเห็นไปคนละทาง” กันได้ขนาดนี้

ในช่วงปลายปี 2552 ต่อ 2553 บรรษัทที่ให้บริการในอินเทอร์เน็ตได้เข้าสู่ยุคใหม่ของการให้บริการที่ส่งผลต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างสำคัญ นั่นคือการปรับให้บริการของบรรษัทตอบสนองผู้ใช้บริการเฉพาะบุคคล (Personalization) กล่าวคือ บรรษัทจะนำข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของลูกค้ามาประมวลผลเพื่อทำการจัดข้อมูลหรือสร้างประสบการณ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเฉพาะคน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ หากคนสองคนอยู่กันคนละจังหวัด ใช้อินเทอร์เน็ตคนละเวลา มีรสนิยมในการเสพสื่อคนละประเภท แม้พิมพ์คำเดียวกันในช่อง “ค้นหา” แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในหน้าเรียงเว็บไซต์อาจจะไม่เหมือนกัน

เช่น นางสาว ป. ผู้หลงใหลในการท่องเที่ยวหลงรักในการเดินทาง พิมพ์คำว่า “หมู” ในเสิร์ชเอนจิ้น ก็จะได้ผลลัพธ์เป็น ร้านนี้ขาหมูอร่อย ปิ้งย่างเนื้อหมูเด็ดมาก ท่องเที่ยวเชิงนิเวศเลี้ยงหมูอินทรีย์ เป็นต้น แต่ถ้าเป็น นาย ท. ผู้ค้นคว้าด้านเกษตรกรรม พิมพ์คำว่า “หมู” ลงไป อาจได้วิธีการเลี้ยงหมู แหล่งซื้อขายอาหารสัตว์ หรือเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์หมู เป็นต้น

ลองคิดย้อนกลับมาที่ประเด็นการเมือง เมื่อพิมพ์คำใหญ่ๆ ในการเมืองไทย เช่น ทักษิณ ทหาร สนธิ องคมนตรี นักการเมือง อภิสิทธิ์ ฯลฯ ลำดับเว็บไซต์ที่แสดงในหน้าคอมพิวเตอร์แต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประวัติการเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ ของแต่ละบุคคล ซึ่งค่อนข้างสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ “คำเดียวกันแต่ออกไปคนละโยชน์”

ในทางสันติวิธี มักเชื่อกันว่า การสานเสวนาเพื่อสร้างความปรองดอง ต้องเกิดจากคนในสังคมเข้ามาร่วมถกเถียงในประเด็นขัดแย้งเพื่อแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง แต่ถ้าเรามองปรากฏการณ์สังคมเชื่อมโยงกับช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสื่อสาร เรากลับพบว่า คนในสังคมมีแนวโน้มสื่อสารกันแบบทางใครทางมัน มี “ความคิดเห็น” ต่อ “ข้อเท็จจริงเดียวกัน” ไปในแนวทางที่ต่างกัน เช่น เมื่อมีนโยบาย/โครงการของรัฐออกมาครั้งใด แต่ละฝ่ายก็ออกมาสรรเสริญหรือก่นด่าไปอย่างกับว่าพูดคนละประเด็นกัน

จริงอยู่อินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียจะไม่มีผลกระทบต่อสังคมอย่างร้ายแรง หากคนในสังคมนั้นมีวิจารณญาณ สามารถแยก “ข้อเท็จจริง” กับ “ข้อคิดเห็น” ออกจากกันได้ มีวุฒิภาวะทางสังคมรู้ว่า “ข้อเท็จจริง” เป็นสิ่งที่ต้องการกระบวนการพิสูจน์ที่โปร่งใสก่อนจะปักใจเชื่อ ส่วนสิ่งที่บอกว่าเถียงกันได้นั้นเป็นส่วนของ “ข้อคิดเห็น” 

แต่หลักฐานในสังคมไทยก็ปรากฏชัดแล้วว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะโซเชียลมีเดียสามารถมีความเห็นได้กับทุกเรื่อง ทุกประเด็น เรื่อยไปถึง “ข้อเท็จจริง” ที่ตนไม่มีความสามารถในการพิสูจน์ และยังไม่สิ้นสุดกระบวนการค้นหาข้อเท็จจริง

จึงกล่าวได้ว่า อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียแบบบริการเฉพาะเจาะจงบุคคล มีส่วนทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มปักใจเชื่อข้อมูลที่สอดคล้องกับความคิดเห็นของตัวเองเป็นหลัก และเมื่อปฏิเสธการเสพสื่อฝั่งตรงข้ามมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้การประมวลผลของโซเชียลมีเดียหรือเสิร์ชเอนจิ้น ที่คัดเลือกข่าว ข้อมูล และเว็บไซต์ทั้งหลาย ยิ่งป้อนข้อมูลในทิศทางเดิมให้กับตนจนแทบไม่ได้รับรู้ว่า “ความเห็นต่าง” มีอยู่อย่างไร

นอกจาก “เนื้อหา” ที่ถูกป้อนเข้ามาในทิศทางเดียวกันแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเมื่อใช้โซเชียลมีเดีย คือ เมื่อผู้ใช้อ่านหรือกดถูกใจ “สถานะ” หรือรูปภาพ การเช็กอินสถานที่ หรือหน้าเพจใด ก็จะทำให้ข้อมูลเหล่านี้ไหลไปรวมที่เหมืองข้อมูลของบรรษัท แล้วประมวลผลให้ข้อมูลของ “เพื่อน” ที่พึงปรารถนาปรากฏในหน้าฟีดข่าวบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในทางตรงข้ามก็จะทำให้ “ความเป็นอื่น” เลือนหายไปจากการรับรู้

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีการสื่อสารกันไปมาระหว่างกลุ่มคนที่มีความเห็นคล้ายกัน โซเชียลมีเดียจะแนะนำ “คนที่ท่านอาจจะอยากเป็นเพื่อน” หรือ “กลุ่ม/เพจ/ชุมชนที่มีรสนิยมเดียวกัน” ให้เข้าไปกดไลค์หรือเข้าร่วมกลุ่มเพิ่มเติมไปอีก ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ามีคนที่คิดไปในทิศทางเดียวกับตนเยอะแยะความคิดเห็นของตน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็มีคนชอบใจ หรือคิดตามกันเต็มไปหมด เกิดเป็นปรากฏการณ์ “ศาสดาของคนหลงผิด” ดังปรากฏมาแล้วในหลายกรณี ที่ผู้นำกลุ่มนำข้อมูลผิดพลาดมาเผยแพร่กับสมาชิก ทำให้เกิดจิตวิทยาหมู่เดือดดาลแล้วไปบุกทะลวงหน้าเพจสาธารณะหรือหน้าบัญชีของบุคคลที่ตนเกลียดชังด้วยข้อมูลผิดพลาด

ความน่าสะพรึงของเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ร่วมกับคนที่มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงมีส่วนเร่งให้ปรากฏการณ์ “อยู่ประเทศเดียวกันแต่เหมือนอยู่คนละโลก” เข้มข้นขึ้น จนนำไปสู่การตั้งกลุ่ม “ลงทัณฑ์ทางสังคม” ล่าแม่มดผู้เห็นต่างจากตน ไปจนถึงสืบข้อมูลส่วนบุคคลของเป้าหมายมาเผยแพร่เพื่อให้เกิดการโจมตีหลากหลายรูปแบบ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท