
ระเบิดราชประสงค์ เขย่าโรดแมป คสช.
เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นใจกลาง กทม. ที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นใจกลาง กทม. ที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา นับว่าสร้างความสั่นสะเทือนให้กับคนไทยทั้งประเทศอยู่ไม่น้อย ซึ่งทุกฝ่ายต่างมีคำถามเดียวกันว่าเป็นฝีมือของใคร และมีเป้าประสงค์อะไร?
แต่อีกหนึ่งคำถามสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ คือ “จะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในระยะยาวอย่างไร” เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์กำลังเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อันเป็นสัญญาณทางการเมืองที่บอกว่าการเมืองไทยกำลังเข้าใกล้สู่การเลือกตั้งเข้าไปทุกขณะ
แต่เมื่อมาเกิดเหตุการณ์ระเบิดสนั่นเมือง ย่อมก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าเสียงระเบิดที่ดังขึ้นจะสะเทือนถึงโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่
เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปช.และประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. มองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหวังผลทางการเมืองอย่างแน่นอน โดยเฉพาะต้องการทำลายความ
น่าเชื่อถือของ คสช. ในฐานะที่ไม่สามารถควบคุมความมั่นคงได้ ขณะเดียวกันยังมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งภายในประเทศยังคงอยู่
จะมีผลให้ คสช.ต้องยืดโรดแมปออกไปหรือไม่? เสรี ตอบว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบ เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องของการพยายามสร้างสถานการณ์ รัฐบาลและ คสช.ก็มีหน้าที่รักษาความสงบและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันไป ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับโรดแมป เพราะเรื่องของโรดแมปเป็นกรอบการทำงานในช่วงสถานการณ์พิเศษ จึงเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องขยับโรดแมปแต่อย่างใด
ส่วน “วันชัย สอนศิริ”โฆษก กมธ.วิสามัญกิจการ สปช.(วิป สปช.) มีมุมมองที่แตกต่างออกไปว่า ภายหลังเกิดเหตุการณ์ระเบิดแล้ว หากจะมีการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับโรดแมป คสช.และคณะรัฐมนตรีไม่ควรตัดสินใจเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นการตัดสินใจ
ร่วมกันของแม่น้ำทั้ง 5 สาย
“ส่วนตัวเห็นว่าตราบใดสถานการณ์ยังเป็นอยู่เช่นนี้ หากยังไม่สามารถสร้างความปรองดองได้ การเลือกตั้งก็ยังไม่ควรเกิด เพราะหากปล่อยให้มีเลือกตั้งในสภาพเช่นนี้ จะไม่ต่างอะไรกับการซ้ำเติมปัญหาให้มีความรุนแรงมากขึ้น จึงไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งภายใต้ภาวะแบบนี้” วันชัย กล่าว
ขณะเดียวกัน โฆษกวิป สปช. วิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า สร้างผลกระทบต่อการเมืองของประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน เพราะจะเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกมาจุดกระแสโจมตีรัฐบาลชุดนี้รุนแรงมากขึ้น โดยพุ่งเป้าว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ
ด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ สมาชิก สปช.และผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า เชื่อว่า คสช.จะไม่นำเหตุการณ์นี้มาเป็นเงื่อนไขในการให้ตัวเองอยู่ในอำนาจนานกว่าโรดแมปที่ตัวเองกำหนดไว้ เพราะโรดแมปทั้งหมดอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หาก คสช.จะขอแก้ไขโรดแมปก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำกันง่ายๆ เพราะสังคมเองก็จับตาดูอยู่อย่างใกล้ชิด
“รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ก็ระบุถึงโรดแมปและกระบวนการเปลี่ยนผ่านเอาไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ การทำประชามติในต้นเดือน ม.ค. 2559 รวมไปถึงกระบวนการอื่นๆ ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งในขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้น ถ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ” พล.อ.เอกชัย ระบุ
ขณะที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตหัวหน้าคณะสำนักงานเลขาธิการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แสดงทัศนะว่า เหตุการณ์ระเบิดกลาง กทม.ในหลายจุดเมื่อปี 2549 และ เหตุการณ์ที่ราชประสงค์ในปี 2557 มีความแตกต่างกันในหลายๆ ด้าน โดยเหตุการณ์เมื่อปี 2549 คนร้ายต้องการสร้างสถานการณ์ ไม่ได้มุ่งหวังให้เกิดความสูญเสียจำนวนมาก แต่ในปี 2557 คนร้ายมุ่งหวังให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ ดังจะเห็นได้จากการนำระเบิดที่มีความรุนแรงในการทำลายล้างมาก่อเหตุ
พล.อ.สมเจตน์ กล่าวอีกว่า ไม่เพียงเท่านี้คนร้ายลงมือก่อเหตุโดยมุ่งหวังสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยในหลายๆ ด้าน เช่น การทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล เพื่อต้องการทำให้เห็นว่าขนาดรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลทหารที่มีอำนาจเต็มแต่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เป็นต้น
ส่วนเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์จะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ คสช.ต้องอยู่ในอำนาจต่อไปหรือไม่ พล.อ.สมเจตน์ มองว่า “เป็นสิ่งที่ต้องคิดให้รอบคอบ แต่ส่วนตัวอยากให้ดูว่าขนาดเวลานี้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ ถ้ายังปล่อยให้จนไปถึงการเลือกตั้งอาจเป็นการพาประเทศไปสู่ปัญหาเดิมๆ ที่คิดแบบนี้ไม่ได้ต้องการสนับสนุนให้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารอยู่ในอำนาจไปนานๆ แต่ถ้าตราบใดยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานของประเทศได้ ก็อาจเป็นการสร้างปัญหาอีกในอนาคต”







