posttoday
สมานฉันท์ภายในคณะปฏิรูปภารกิจประเดิม 'อานันท์-ประเวศ'

สมานฉันท์ภายในคณะปฏิรูปภารกิจประเดิม 'อานันท์-ประเวศ'

12 กรกฎาคม 2553

การปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้มีการใส่ใจเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ กันพอสมควร ทำให้เป็นที่คาดการณ์กันว่าน่าจะได้รับทราบถึงแก่นแท้ของปัญหาอย่างแท้จริง

การปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้มีการใส่ใจเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ กันพอสมควร ทำให้เป็นที่คาดการณ์กันว่าน่าจะได้รับทราบถึงแก่นแท้ของปัญหาอย่างแท้จริง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ถือว่าเริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการสำหรับการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย หลังจากที่ทั้ง อานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) และ นพ.ประเวศ วะสี ประธานสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ได้เปิดตัวคณะบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในคณะกรรมการทั้งสองชุด

 

สมานฉันท์ภายในคณะปฏิรูปภารกิจประเดิม 'อานันท์-ประเวศ'

โดยสัปดาห์นี้ทั้งสองคณะจะเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งขั้นตอนของการทำงานจะเริ่มจากการวางกรอบการทำงานว่าจะแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดอย่างไรเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม และสะท้อนปัญหาของสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทั้งนี้ รูปแบบการทำงานของทั้งสองคณะจะเป็นลักษณะแบบ “คู่ขนานที่มีเส้นบรรจบ” ไม่ใช่รูปแบบคู่ขนานต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเดิน

แต่หมายความว่า “คสป.” ของหมอประเวศ จะทำงานในลักษณะของการลงพื้นที่พบปะกับชาวบ้านในทุกพื้นที่ ทุกสี ทุกพรรค เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการเข้าถึงปัญหาของประชาชนให้มากที่สุด

กลไกที่จะเข้ามามีบทบาทต่อการลงพื้นที่ของ คสป. คือ สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีเครือข่ายในส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จะเป็นการช่วยให้ได้รับการอำนวยความสะดวกต่อการทำงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่หมอประเวศเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการดึงหน่วยงานมาร่วมงานกับ คสป. โดยรู้ดีว่าการลงพื้นที่สีแดงนั้นย่อมต้องเผชิญกับแรงต้านอย่างแน่นอน

จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้มาทำการประมวลและรวบรวมส่งให้กับ คปร. ของอดีตนายกฯ อานันท์ โดย คปร.จะต้องนำเอาข้อมูลอีกด้านจากโครงการ 63 ล้านความคิด ที่ผ่านการวิเคราะห์และแบ่งเป็นหมวดหมู่ปัญหาจากศูนย์นวัตกรรมเพื่อสังคมและความร่วมมือ มากลั่นเป็นรายงานนำเสนอต่อรัฐบาลเช่นเดียวกัน

จะเห็นได้ว่าเส้นทางของการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้จะเอาจริงเอาจังและสร้างกระแสตื่นตัวได้ตลอดเวลา และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมมากขึ้นทั้งชื่นชมและติติง

อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎีดูประหนึ่งว่าระยะเวลา 3 ปีที่ คปร. และ คสป. จะทำงานได้อย่างราบรื่น แต่เอาเข้าจริงในทางปฏิบัติจะทำได้หรือไม่

เหตุผลสำคัญที่น่าขบคิดในประเด็นนี้ คือ บุคคลที่เข้ามาทำงานในคณะกรรมการทั้งสองชุดนี้ล้วนแล้วมีที่มา ต้นทุนทางวิชาการ และชุดความรู้ที่แตกต่างกันทั้งเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมศาสตร์

เกรงจะมีปัญหาว่าการจะนำข้อเสนอแนะใส่ลงไปในพิมพ์เขียวให้กับรัฐบาลเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาเชิงรูปธรรมนั้นจะมีทิศทางที่ชัดเจนหรือไม่

ถึงกระนั้นเชื่อว่าบารมีของอดีตนายกฯ อานันท์ น่าจะเพียงพอที่จะบริหารความขัดแย้งทางวิชาการนี้ให้ลงตัวได้

ไม่งั้นคงไม่สามารถสร้างเซอร์ไพรส์ได้ด้วยการดึงปรมาจารย์ทางวิชาการอย่าง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้มาทำงาน คปร.ร่วมกันได้ เพราะที่ผ่านมานักวิชาการมือฉมังทั้งสองคนนี้มักจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับการทำงานในคณะกรรมการชุดไหนที่รัฐบาลใดตั้งขึ้นมาก่อน

ประกอบกับการมาครั้งนี้ของ “นิธิ-เสกสรรค์” เป็นการมาทำงานให้กับคณะกรรมการที่มาจากรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งกำลังถูกมรสุมว่าเป็นเงื่อนไขในการต่ออายุให้กับรัฐบาลชุดนี้ด้วยแล้ว แต่อดีตนายกฯ อานันท์ ก็ยังดึงทั้งสองคนมาร่วมงานได้ ยิ่งแสดงให้เห็นชัดว่า “งานนี้อานันท์เอาอยู่”

ว่าไปแล้วสภาพแวดล้อมแบบนี้ใช่ว่าอดีตนายกฯ อานันท์ จะไม่เคยเจอมาก่อน เพราะเมื่อครั้งสมัยที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 สถานการณ์ลักษณะของความขัดแย้งทางวิชาการบนเวทีการประชุมก็มีภาพของความขัดแย้งในการพยายามจะนำเสนอชุดความรู้ของแต่ละคนเหมือนกัน

สุดท้ายอดีตนายกฯ อานันท์ ที่นั่งเป็นประธานในเวลานั้น สามารถขมวดปมความขัดแย้งและผลักดันให้รัฐธรรมนูญผ่านการพิจารณาและเป็นที่ยอมรับของหลายฝ่ายได้เป็นผลสำเร็จ

ขณะที่บารมีของหมอประเวศด้านการมีบทบาทเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองก็มีไม่แพ้กัน เพราะเคยเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) เมื่อปี 2537 เพื่อทำการเสนอแนวทางการปฏิรูปการเมือง ซึ่งมีส่วนสำคัญจนสามารถนำมาซึ่งการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ในสมัยรัฐบาล บรรหารศิลปอาชา มาแล้ว

ผนวกกับต้นทุนทางสังคมของหมอประเวศเองที่ผ่านการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศหลายต่อหลายครั้ง รวมไปถึงการให้สติแก่สังคม

คงเพียงพอที่น่าจะช่วยให้การทำงานของ คสป.ราบรื่น และไม่ต้องประสบกับความขัดแย้งมากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาอยู่ในชายคา คสป. ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่ศรัทธา และเคยผ่านการร่วมงานกับหมอประเวศมาแล้วทั้งนั้น เช่น ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม นพ.วิชัย โชควิวัฒน นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านี้ ตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้การทำงานของ คปร. และ คสป. เป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด ต้องจับตาไปที่การวางให้ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ และ นพ.วิชัย เข้ามานั่งอยู่ในคณะกรรมการทั้งสองชุด

ด้านหนึ่งอาจมองได้ว่าเกิดความซับซ้อนในการทำงาน แต่หากมองลึกลงไปน่าจะมีส่วนสำคัญในการประสานการทำงานให้ทั้ง คปร. และ คสป. ทำงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องของข้อมูล เพราะคนหนึ่งเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ส่วนอีกคนมีบทบาทในด้านภาคประชาสังคม

โดยประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ทั้ง “อานันท์ ประเวศ” ได้เล็งเห็นความสำคัญเอาไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้มีการใส่ใจเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ กันพอสมควร ทำให้เป็นที่คาดการณ์กันว่าน่าจะได้รับทราบถึงแก่นแท้ของปัญหาอย่างแท้จริงเพื่อนำไปสู่บทสรุปและข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาลที่ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองไหนนำไปปฏิบัติต่อไป

แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียว เพราะไม่รู้ว่าเพดานความอดทนของกรรมการแต่ละคนนั้นจะมีมากแค่ไหน หากข้อเสนอของตัวเองไม่ได้รับการตอบสนอง เท่ากับว่าการสร้างความสมานฉันท์ภายในกันเองจึงกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่ผู้มีบารมีทั้ง “อานันท์ประเวศ” ต้องดูแลให้ดี

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน