
ชัยชนะของธุรกิจบาป
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
ในที่สุดคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ดึงดันให้คงวรรคสี่ของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เอาไว้โดย “ยอมปรับแก้” ส่วนของบทเฉพาะกาลในร่างมาตรา 281 ให้ดู “เบาลง” สำหรับองค์กรอย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และไทยพีบีเอส ซึ่งแท้จริงแล้วก็มิได้ “เบาลง” แต่อย่างใด
บทสรุปของงานนี้ จึงเป็นชัยชนะอย่างงดงามของธุรกิจบาป ทั้งบุหรี่และเหล้า เพราะธุรกิจบาปทั้งสองกลุ่มนี้ จ้องทั้ง “ทำร้าย” และ “ทำลาย” องค์กรอย่าง สสส. และไทยพีบีเอสมาอย่างต่อเนื่อง
มูลเหตุสำคัญเพราะ 1) ทั้งสององค์กรนี้ทำให้ธุรกิจเหล้าและบุหรี่ต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 2% และ 1.5% ตามลำดับ เป็นเงินปีละหลายพันล้าน 2) นอกจากเอาเงิน “กำไร” ไปแล้ว สสส.ยังมีบทบาท “บั่นทอน” การเติบโตและขยายตัวของธุรกิจบาปทั้งสองนี้ อย่างได้ผล ล่าสุดยัง “รุกคืบ” โดยการขอแก้ไขกฎหมายบุหรี่ เพื่อให้บริษัทบุหรี่ขายบุหรี่ได้น้อยลงอีกด้วย
องค์กรทั้งสองนี้จึงเป็นเป้าหมายที่ต้อง “ทำลาย” และ “ทำร้าย” โดยธุรกิจบาป ซึ่งมีทั้ง “เงิน” “อิทธิพล” “ความเชี่ยวชาญ” และ “การเข้าถึงผู้มีอำนาจ”
ขบวนการ “ทำลาย” และ “ทำร้าย” องค์กรทั้งสองนี้ จึงดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกรูปแบบ ทั้งโดยการ “ใส่ร้าย” กับผู้มีอำนาจโดยตรง การหยิบยื่นผลประโยชน์ทั้งทางตรงทางอ้อมให้แก่ผู้มีอำนาจ การรณรงค์ผ่านองค์กรบังหน้า การเคลื่อนไหวผ่านสื่อต่างๆ เป็นต้น ธุรกิจเหล้านั้นมีอำนาจเงินมากมายสามารถให้ข้อมูลจริงผสมเท็จ “ใส่ร้าย” องค์กรทั้งสองกับผู้นำประเทศได้โดยตรง มีคนได้ยินกับหูมาแล้ว
การที่ นพ.หทัย ชิตานนท์ ซึ่ง “ทำสงคราม” ขับเคี่ยวกับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติมาอย่างยาวนาน รู้เส้นสนกลในและมีข้อมูลตัวเลขมากมาย ได้ออกมาเปิดโปง “ไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลังงานนี้ ยิ่งทำให้น่าห่วงใยใน “ชะตากรรมของประเทศ” ภายใต้ “แม่น้ำ 5 สาย” โดยเฉพาะคือ คสช. รัฐบาล คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่กำลังจะต้องทำหน้าที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ.บุหรี่ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมต่อไปด้วย
กลับมาที่ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคสี่ที่เป็นตัวปัญหา ซึ่งมีปัญหาสำคัญทั้งประเด็นเนื้อหาและกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ข่าววงในจากผู้ที่เข้าไปชี้แจงติดตามเรื่องนี้ในคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ขึ้นว่า (1) กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญมีความรู้เพียงพอในการทำงานสำคัญของชาตินี้หรือไม่ (2) กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังถูกบีบรัดให้เร่งรัดทำงานให้เสร็จตามกำหนด เป็นกระบวนการที่ดีเพียงพอหรือไม่
ตามหลักการสากลงานสำคัญจะทำให้ดีต้องมีเวลาเพียงพอ ไม่ทำแบบเร่งด่วน คณะกรรมาธิการฯ ยึดหลักนี้หรือไม่ และทำตามหลักการนี้ได้หรือไม่
ร่างกฎหมายนี้ มุ่ง “สร้างวินัยทางการคลัง” โดยปฏิเสธระบบ “ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ” (Earmarked tax) ยอมให้จัดเก็บภาษีหรืออากรให้องค์กรบริหารท้องถิ่นและพรรคการเมืองเท่านั้น ทั้งๆ ที่ระบบภาษีนี้มีใช้กันในประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก รัฐบาลกลางสหรัฐใช้ระบบภาษีนี้สูงถึงร้อยละ 47
หลักการสำคัญของระบบภาษีนี้ มิได้ปฏิเสธวินัยทางการคลัง แต่คือการเสริมวินัยทางการเงินการคลังและการงบประมาณ โดย “ตีกรอบ” การใช้ดุลพินิจของรัฐสภา มิให้ใช้ดุลพินิจโดยไม่มีขอบเขต น่าเป็นห่วงว่ากระบวนการเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนี้ กระทำใน “วงแคบ” แทบเป็น “ระบบปิด” โดยการเสนอของกระทรวงการคลังผ่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ แล้วกระทำกันในหมู่คณะกรรมาธิการฯ แบบรวบรัด จนกรรมาธิการส่วนใหญ่ “ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” และ “จะมีผลกระทบอะไรบ้าง
เรื่องนี้ปรากฏต่อสาธารณะ เมื่อมี “ข่าวรั่ว” ออกไป จนมีการออกมาทักท้วงอย่างแรงจากหลายฝ่าย เช่น รสนา โตสิตระกูล ประสาร มฤคพิทักษ์ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นต้น ทำให้กรรมาธิการบางคนออกมาประกาศ “ถอย” หรือ “ขอทบทวน”
จนบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 6 ส.ค. 2558 ออกมาบอกว่า “คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญต้องทำการบ้าน” (CDC must do its homework.) เท่าที่รู้จักกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญหลายคนล้วนเป็นคนดี มีความสามารถสูง แต่ส่วนมากไม่ใช่ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องลักษณะนี้ เมื่อต้องมาทำงานยากในท่ามกลางความบีบคั้นรอบด้าน จึงมีโอกาส “พลาด” ได้โดยง่าย
ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ เคยสรุปไว้ว่าปัญหาใหญ่ของระบบการเมืองไทยมี 2 เรื่อง เรื่องหนึ่ง คือ การขาดความรู้ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็คงยากจะก้าวข้ามหุบเหวนี้ไปได้ ทำให้ต้องทำงานโดยพื้นฐานของ “ความเห็น” เป็นหลัก และย่อมทำให้มีโอกาสตกหลุมพรางของ “ไอ้โม่ง” คือ ธุรกิจบาปได้โดยง่าย และโดยไม่รู้ตัว
ระบบประเมิน (Assessment) และประเมินผล (Evaluation) ยังอ่อนแอมากในประเทศไทย สิ่งที่ควรผลักดันให้มีมานานแล้ว เพื่อรักษาวินัยทางการคลังและการงบประมาณของประเทศคือ การตั้งสำนักประเมินเทคโนโลยี (Office of Technology Assessment) ของรัฐสภา เหมือนของสหรัฐซึ่งมีมานานมากแล้ว แต่ประเทศไทยสนใจเรื่องเช่นนี้น้อยมาก
ระบบประเมินผลในประเทศไทย บ่อยครั้งที่ใช้เป็น “เครื่องมือทำลาย” บุคคลหรือองค์กร การที่คณะกรรมาธิการฯ ตัดสินใจแก้ไขมาตรา 281 โดยเพิ่มเติมให้มีการกำหนดเพดานวงเงินขององค์กรที่มีอยู่แล้วอย่าง สสส.และอื่นๆ และให้มีการประเมินโดยองค์การประเมินระดับชาติ จึงมีโอกาสสูงที่จะเป็นเสมือน “นางโมรา” ยื่นดาบให้โจร
คนที่แอบหัวเราะอยู่อย่างอิ่มเอมในงานนี้ก็คือ ธุรกิจบาปนั่นเอง







