
ปลดหนี้ครัวเรือน ปลดล็อกบริโภคชะลอตัว
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
อาการติดหล่มของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ นับว่าเป็นปรากฏการณ์เฉพาะแห่งที่มีปัญหาไม่เหมือนประเทศไหนในโลกอย่างแท้จริง
สภาพที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือมีสภาพคล่องทางการเงินอยู่ ธนาคารมีเงินในมือเหลือเฟือ กลับหาลูกค้าดีมากู้เงินไปใช้ไม่ได้ ในขณะเดียวกันราคาสินค้าลดลงสะท้อนมาจากอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่องมา 6 เดือน และอาจจะติดลบในปีนี้ ร้านค้าต่างๆ ขายของไม่ออก
สถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ บริษัทใหญ่เล็กยอดขายตกระนาว รถยนต์ดาวน์น้อยดอกเบี้ยต่ำก็ยังขายตกลงมาก แม่ค้าตามตลาดเริ่มนำของไปเดินขายตามบ้าน กิจการจำนวนมากยอดขายลดลงเกือบครึ่ง โรงงานลดกำลังการผลิตลง เป็นต้น
ทางด้านรัฐบาลก็เก็บรายได้ไม่เข้าเป้า ไม่มีเงินมากพอที่จะนำออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนเงินที่ใส่เข้าไปในระบบ 8 หมื่นล้านบาท เพื่อจ่ายหนี้ค่าข้าวให้ชาวนา จ่ายเงินชดเชยให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ช่วยปัจจัยการผลิตก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้นมา เพราะชาวนาได้เงินจากรัฐบาลไปก็ต้องรีบใช้หนี้
ส่วนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งเป็นแรงงานต่างด้าว เมื่อมีรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ก็กินใช้อย่างประหยัดและส่งเงินส่วนหนึ่งกลับบ้านในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเงินจำนวนนี้ไหลออกไปปีละมากพอสมควร เงินจำนวนนี้ไม่ได้ถูกนำมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันตลอดเวลาว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะเงินฝืด
เชาวน์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ปริมาณเงินในระบบตามความหมายกว้าง (M1) และปริมาณเงินตามความหมายแคบ (M2) ยังมีการขยายตัว โดยในเดือน ม.ค. 2558 ปริมาณ M1 อยู่ที่ 16,943,937 ล้านบาท ปริมาณ M2 อยู่ที่ 1,642,191 ล้านบาท แต่ในเดือน มิ.ย. M1 อยู่ที่ 17,088,534 ล้านบาท ส่วนปริมาณ M2 อยู่ที่ 1,619,849 ล้านบาท
ปริมาณเงินในระบบยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาก ทำให้เห็นว่าสภาพคล่องในตลาดยังมีเงินหล่อเลี้ยงอยู่ ไม่ถือว่าเศรษฐกิจเกิดเงินฝืดและตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ยังขยายตัวได้ แม้จะไม่มากแต่ก็ไม่ติดลบ ถือว่าเศรษฐกิจยังไม่ถดถอย แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะติดลบหนักก็ตาม
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ในไตรมาส 2 ของปีนี้ การใช้จ่ายในประเทศ การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนขยายตัว 1.5% ชะลอจากที่ขยายตัว 2.4% ในไตรมาสแรก จากอำนาจซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าคงทนและค่าใช้จ่ายในการซื้อบริการหดตัว ส่วนการบริโภคสินค้ากึ่งคงทนและไม่คงทนยังคงเพิ่มขึ้น ส่วนการอุปโภคขั้นสุดท้ายของภาครัฐเพิ่มขึ้น 4.6% ตามค่าใช้จ่ายหมวดค่าตอบแทนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการสุทธิชะลอลง
แต่ สศช.ก็ยังคาดว่าการบริโภคของครัวเรือนในปี 2558 คาดว่าจะขยายตัว 1.8% และการลงทุนรวมขยายตัว 6.2% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในช่วง ลบ 0.7% ถึงติดลบ 0.2%
การที่เงินเฟ้อลดลงเป็นการบ่งบอกว่า การบริโภคของประชาชนไม่ขยายตัว ความต้องการสินค้าไม่มี ราคาสินค้านอกจากจะไม่ปรับขึ้นแล้ว หากไม่ทรงตัวก็ใช้โปรโมชั่นในการลดราคาสินค้าลงอีกด้วย
ด้านการใช้จ่ายในประเทศ การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนขยายตัว 1.5% ชะลอจากที่ขยายตัว 2.4% ในไตรมาสที่แล้ว จากอำนาจซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าคงทนและค่าใช้จ่ายในการซื้อบริการหดตัว ส่วนการบริโภคสินค้ากึ่งคงทนและไม่คงทนยังคงเพิ่มขึ้น ส่วนการอุปโภคขั้นสุดท้ายของภาครัฐเพิ่มขึ้น 4.6% ตามการค่าใช้จ่ายหมวดค่าตอบแทนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการสุทธิชะลอลง
การค้าขายที่ฝืดเคือง ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเริ่มขาดสภาพคล่อง อาการที่ส่งออกมาคือ ปริมาณการใช้เช็คทั้งระบบทั่วประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2558 มีเช็คเรียกเก็บรวมทั้งหมด 5.95 ล้านใบ ลดลง 1.28 แสนใบ มูลค่ารวม 3.19 แสนล้านบาท ลดลง 7 หมื่นล้านบาท หรือ 2.13%
นอกจากนี้ เช็คทั้งหมดนี้มีเช็คคืนไม่มีเงินหรือเช็คเด้งจำนวน 7.2 หมื่นใบ เพิ่มขึ้น 987 ใบ หรือ 1.39% แต่เช็คเด้งมีมูลค่าสูงถึง 9,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.46% สะท้อนภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวคาดว่าปัญหาหลักมาจากผู้ประกอบการในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเงินขาดมือ ขายสินค้าได้ยากขึ้น ทำให้จ่ายเงินไม่ทัน
อาการย่ำแย่ของธุรกิจอีกอย่างคือ หนี้เสียมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ธนาคารเข้มงวดการให้กู้ ฉะนั้น หากดูเศรษฐกิจในภาพรวมจึงมองไม่เห็นเงินฝืด แต่หากส่องลึกลงไปในระดับครัวเรือนจะเห็นว่าทำไมตัวเลขการบริโภคและอัตราเงินเฟ้อจึงติดลบ
สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากเงินไม่ฝืด แต่สภาพคล่องของธุรกิจและครัวเรือนลดลงนั้น ทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยที่มีแนวโน้มที่จะลดลงจากการที่หนี้เช่าซื้อของรถคันแรกเริ่มหมดแล้ว แต่ครัวเรือนหันไปก่อหนี้ด้านอื่นเพิ่ม โดยมีส่วนหนึ่งนำเอาสินเชื่อเงินสดจากบัตรเครดิตและอื่นๆ มาใช้เป็นทุนหมุนเวียนธุรกิจ
ดังนั้น หนี้ครัวเรือนในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นได้อีก หากไม่สามารถปลดล็อกหนี้ครัวเรือนได้ การที่รัฐบาลจะหันมาเน้นการบริโภคในประเทศทดแทนการส่งออกนั้นก็เป็นแนวทางที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป ทุกรัฐบาลใช้แนวทางนี้มานานแล้ว จนทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยสูงกว่า 85% ของจีดีพี หมดความสามารถจะก่อหนี้ได้อีกแล้ว จนกว่าหนี้ครัวเรือนจะลดลง การบริโภคใหม่จึงจะเพิ่มกลับมาได้
สิ่งที่รัฐบาลน่าจะให้ความสำคัญหลังจากนี้ไปคือ การหามาตรการบรรเทาผลกระทบปัญหาหนี้สินครัวเรือน โดยมีโครงการปลดหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ และขยายระยะเวลาชำระหนี้สำหรับเกษตรกรการชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี การพักหนี้และการลดดอกเบี้ยสำหรับหนี้สินครู การจัดตั้งนาโนไฟแนนซ์และโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
มาตรการเหล่านี้อาจจะได้เห็นในปลายไตรมาส 3 หรือในไตรมาส 4 แน่นอน หากรัฐบาลไม่ช่วยการกระตุ้นบริโภคในประเทศจะทำได้ยาก







