
การใช้จ่ายภาครัฐ ช่วยกระตุ้นรายได้ในธุรกิจท่องเที่ยวไทย
โดย...ผศ.ดร.อนันต์ วัฒนกุลจรัส
โดย...ผศ.ดร.อนันต์ วัฒนกุลจรัส
ภาคการท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่สร้างรายได้สำคัญให้กับประเทศไทย และเมื่อไรก็ตามที่ประเทศไทยต้องการจะกระตุ้นรายได้จากภาคการท่องเที่ยวแล้ว ก็มักมุ่งเป้าไปที่การเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมเยือน (นักท่องเที่ยวและนักทัศนาจร) ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพิ่มการใช้จ่ายต่อคนต่อวันของผู้เยี่ยมเยือน หรือเพิ่มจำนวนวันพักค้างของนักท่องเที่ยว แต่ในความเป็นจริง การใช้จ่ายภาครัฐในการประชุม สัมมนา ทัศนศึกษา ดูงาน และตรวจงานราชการ ฯลฯ ภายในประเทศ ในจังหวัดต่างๆ ก็สามารถกระตุ้นรายได้ให้กับภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างมากทีเดียวและในบางจังหวัดอาจมากกว่ารายได้ที่มาจากการใช้จ่ายของผู้เยี่ยมเยือนด้วยซ้ำ
ผลการศึกษาภายใต้โครงการวิจัยประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557* พบว่า การใช้จ่ายภาครัฐในกิจกรรมต่างๆ ข้างต้น กระจายไปยังธุรกิจท่องเที่ยวประเภทต่างๆ มากน้อยแตกต่างกันไปตามแต่ละจังหวัด โดยค่าใช้จ่ายทางตรงส่วนใหญ่ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายด้านที่พัก ห้องประชุม สัมมนา และจัดเลี้ยง (20-50%) ค่าอาหารและเครื่องดื่ม (20-50%) ค่าเดินทางโดยรถยนต์ (5-20%) ค่าของฝากและของที่ระลึก (5-20%) ค่าบริการนำเที่ยวและบริการจอง (5-10%) และค่าบริการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและนันทนาการ (5-15%) ฯลฯ
เนื่องจากธุรกิจท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัดมีความเชื่อมโยงกันเองภายในภาคการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันไป จึงทำให้ผลการใช้จ่ายภาครัฐที่มีต่อการสร้างรายได้ทางอ้อมในภาคการท่องเที่ยวของแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่พัก ห้องประชุม สัมมนา และจัดเลี้ยงใน จ.เชียงใหม่ มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวสาขาอื่นๆ มากกว่า จ.กาญจนบุรี ดังนั้นผลการใช้จ่ายที่เท่ากันของภาครัฐในด้านที่พัก ห้องประชุม สัมมนา และจัดเลี้ยงใน จ.เชียงใหม่ จะช่วยกระตุ้นรายได้ทางอ้อมให้กับภาคการท่องเที่ยวใน จ.เชียงใหม่ มากกว่าใน จ.กาญจนบุรี เป็นต้น
ผลกระทบต่อการสร้างรายได้ทางตรงและทางอ้อมในภาคการท่องเที่ยวจะมากหรือน้อยในแต่ละจังหวัด พิจารณาได้จากตัวทวีคูณรายได้ในภาคการท่องเที่ยวจากการใช้จ่ายภาครัฐในด้านการประชุม สัมมนา ทัศนศึกษา ดูงาน และตรวจงานราชการ ฯลฯ ผลการศึกษาเบื้องต้นใน 15 จังหวัดท่องเที่ยวเป้าหมาย (และกรุงเทพฯ อีกหนึ่งจังหวัด) ซึ่งคัดเลือกมาจากจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงที่สุด 3 อันดับแรกในแต่ละภาค ซึ่งมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 85 ของรายได้จากการท่องเที่ยวของภาคนั้นๆ ได้ผลดังตารางข้างล่างนี้ทุกๆ 100 บาท ที่ภาครัฐได้ใช้จ่ายไปในการประชุม สัมมนา ทัศนศึกษา ดูงาน และตรวจงานราชการ ฯลฯ ในกรุงเทพฯ จะช่วยสร้างรายได้ทางตรง 100 บาท โดยทันที และช่วยกระตุ้นรายได้ทางอ้อมในภาคการท่องเที่ยวอีก 107 บาท อันเนื่องจากความเชื่อมโยงกันเองภายในภาคการท่องเที่ยว รวมเป็นรายได้ในภาคการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น 207 บาท ในขณะที่การใช้จ่ายที่เท่าๆ กันของภาครัฐในกิจกรรมเดียวกันนี้ใน จ.เชียงใหม่ จะช่วยสร้างรายได้ทางตรง 100 บาท และช่วยกระตุ้นรายได้ทางอ้อมในภาคการท่องเที่ยวในเชียงใหม่สูงถึง 167 บาท เป็นต้น
จากผลการศึกษาเบื้องต้นนี้ สมมติง่ายๆ ว่าหากภาครัฐกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในการประชุม สัมมนา ทัศนศึกษา ดูงาน และตรวจงานราชการ ฯลฯ ใน 16 จังหวัด จังหวัดละ 100 ล้านบาทเท่าๆ กันแล้ว รายได้ทางตรงที่จะเกิดขึ้นในภาคการท่องเที่ยวของทั้ง 16 จังหวัด คือ 1,600 ล้านบาท ส่วนรายได้ทางอ้อมที่จะเกิดขึ้นในภาคการท่องเที่ยวของทั้ง 16 จังหวัดคือ 1,594 ล้านบาท รวมเป็นรายได้ในภาคการท่องเที่ยวของทั้ง 16 จังหวัดทั้งสิ้น 3,194 ล้านบาท คิดเป็นรายได้ในภาคการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 2 เท่า จากการใช้จ่ายทางตรงในการประชุม สัมมนา ทัศนศึกษา ดูงาน และตรวจงานราชการใน 16 จังหวัดภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการลดค่าเงินหยวนของจีนอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเช่นนี้ การมุ่งเป้าไปที่การเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวจากผู้เยี่ยมเยือนชาวต่างชาติและชาวจีนอาจเป็นอุปสรรค ดังนั้น แนวทางการกระตุ้นรายได้ในภาคการท่องเที่ยวจากผลการใช้จ่ายภาครัฐในการประชุม สัมมนา ทัศนศึกษา ดูงาน และตรวจงานราชการ ฯลฯ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวสามารถนำมาใช้สร้างรายได้ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน







