posttoday
"ปฏิรูป" ไม่เสียของ เดิมพันอนาคตประเทศ

"ปฏิรูป" ไม่เสียของ เดิมพันอนาคตประเทศ

16 สิงหาคม 2558

"หลังจากที่ได้นำเสนอพิมพ์เขียว ได้เห็นการบูรณาการปฏิรูปทั้งหมดก็พอใจ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่า กมธ. ทำอะไร ทุกคนแยกกันไปทำ แต่พอมารวมแล้วจะเห็นว่าห่อมันโตและเป็นสิ่งเดียวกัน แผนปฏิรูปไม่เสียของและทำสำเร็จด้วย"

โดย...ธนพล บางยี่ขัน  ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ลุล่วงไปแล้วเปลาะหนึ่งกับภารกิจของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หลังส่งพิมพ์เขียวปฏิรูปถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ เหลือเพียงแค่ภารกิจสุดท้ายกับการลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญช่วงต้นเดือนหน้า

ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ​เปิดวอร์รูมที่เต็มไปด้วยกองเอกสารและแผนผังวาระปฏิรูปแปะอยู่เต็มผนังห้อง ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนหมดวาระการดำรงตำแหน่ง ถึงงานปฏิรูปที่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ “เสียของ” และไม่ใช่เบี้ยหัวแตกอย่างที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แม้จะมีปัญหาอุปสรรคระหว่างทางอยู่บ้าง อีกทั้งบทบาทของ สปช.​คือการศึกษาและให้ข้อเสนอแนะไม่มีอำนาจไปทำเอง

ทั้งนี้ พูดไปก็เหมือนกับข้อแก้ตัวหลายเรื่องตั้งแต่รูปแบบที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมาช่วยออกแบบกติกาจนไม่เป็นธรรมชาติของสภาวิชาการ มีข้อบังคับการประชุม กำหนดแม้กระทั่งการแต่งกาย เริ่มต้นตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ก็เดินหน้าไล่ไปตามประเด็น แต่เราไม่มีโอกาสวางแผนรวม สักพักก็ต้องมาดูร่างรัฐธรรมนูญ

​จนทิศทางการทำงานชัดเจนขึ้นหลัง กมธ.แต่ละชุดมาเสนอประเด็นเข้าสู่การพิจารณาเดือน มี.ค.-เม.ย. ในรอบแรก ซึ่งจะพบว่าบางเรื่องทำเสร็จเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามกติกา แต่ ครม.จะรู้หรือไม่ว่าทั้งหมดที่ส่งไปแล้วในประเด็นนี้มีวาระอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐกิจเรื่องไหนเสร็จก็ส่ง แต่ไม่ได้ส่งไปทั้งห่อคนรับก็ยุ่ง เราเองยังยุ่ง จึงเห็นว่าควรต้องมีการจัดระบบบูรณาการ อย่างการปฏิรูปด้านสังคมเสนอเป็นแพ็กเกจ มีอะไรบ้างที่เป็นแกน อะไรเป็นตัวสนับสนุน อะไรที่ต้องทำทั้งหมด สิ่งที่นำเสนอไปเมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็เพื่อให้ 1.สปช.เองได้เห็น 2.ให้รัฐบาลได้เห็น และ 3.ประชาชนได้เห็น

นอกจากเรื่องปฏิรูปแล้วยังมีเรื่องอื่นที่อาจจะต้องใช้เวลานานเกิน 5 ปี ตรงนี้จำเป็นต้องทำเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ มองไปไกลกว่าปฏิรูประยะกลาง ​หรือ 20 ปี ถือเป็นเรื่องที่ไปไกลกว่าปฏิรูป ​และเป็นหัวใจของงานปฏิรูป ​

ส่วนที่ข้อเสนอเหล่านี้จะนำไปสู่การปฏิบัติได้หรือไม่ ศ.เทียนฉาย ชี้แจงว่าขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไข เริ่มตั้งแต่ สปช.ถูกออกแบบมาให้ศึกษาและทำข้อเสนอแนะ ถ้าจะให้สภาปฏิรูปลงมือทำด้วย ต้องออกแบบกฎหมายเพื่อให้อำนาจสั่งการได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องไปสั่งกระทรวง ทบวง กรม และเกี่ยวข้องกับ​ภาคเอกชน เอ็นจีโอ ​

“ผมคิดว่าให้ สปช.แค่ออกแบบและเสนอให้รัฐบาลถูกต้องแล้ว แปลว่ารัฐบาลต้องคิดต่อ กรองว่าจากทั้งหมดจัดลำดับความสำคัญว่าจะทำอะไรก่อน จะทำทั้งหมดนั้นไม่มีทาง เพราะ ณ วันนี้ทุกคนรู้ว่ามันต้องเปลี่ยน แต่ยังมีปัญหาหมักหมมที่โผล่ขึ้นมา​ ทั้งเรื่องประมง ​การบินพลเรือน​ ​การซื้อขายมนุษย์ ​ปัญหาภัยแล้ง อย่าว่าแต่ปฏิรูปเลย แก้ปัญหาที่เป็นอยู่ก็ลำบากแล้ว”​​

ประธาน สปช. อธิบายว่า ตามกรอบที่ สปช.เสนอไปมีทั้งวันเวลา รัฐบาลต้องไปปรับว่าจะลงมือเมื่อไหร่ ให้ใครทำ อาจ​ต้องมีทีมผสมขึ้นมาทำ อย่างเรื่องการศึกษาต้องมีทีม ลำพังกระทรวงศึกษาธิการทำไม่สำเร็จแน่นอน​ ตรงนี้คือยุทธศาสตร์ ตรงนี้ต้องมีทีม และอำนาจที่สั่งการได้ ถึงบอกว่าให้ สปช.มีอำนาจสั่งการก็ทำไม่ได้ มันไม่ง่าย

“ขณะเดียวกัน เขาต้องการคนที่ติดตามและประเมินว่า อันนี้ถูก ไม่ถูก อันนี้ต้องเร่ง อันนี้เร็วไป ต้องมีการมอนิเตอริ่ง ตัวกำกับเป็นหัวใจ ขณะนี้ประเทศไทยไม่มีกระทรวงสั่งแล้วก็ทำและไม่เคยได้ดูตัวเอง ที่เราเสนอคือให้มีแผนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ นี่คือหัวใจที่สุด”

ถามว่าพอใจกับการทำงานในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ ศ.เทียนฉาย ออกตัวว่า เดิมไม่แน่ใจ แต่หลังจากที่ได้นำเสนอพิมพ์เขียว ได้เห็นการบูรณาการปฏิรูปทั้งหมดก็พอใจ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่า กมธ.ทำอะไร ทุกคนแยกกันไปทำ แต่พอมารวมแล้วจะเห็นว่าห่อมันโตและเป็นสิ่งเดียวกัน แผนปฏิรูปไม่เสียของและทำสำเร็จด้วย

ส่วนการปฏิบัตินั้น สนับสนุนให้ ​กมธ.ยกร่าง ต้องเขียนเป็นข้อผูกพันทางกฎหมายไว้ไม่ว่ารัฐบาลนี้ รัฐบาลหน้า หรือใครมาก็ต้องทำ

“แต่เราเห็นรัฐธรรมนูญที่เขียนคราวก่อนกำหนดว่าต้องทำแล้ว แต่บางเรื่องก็ไม่ได้ทำ ถึงได้พยายามคิดสร้างกลไกอีกตัวคือให้ประชาชนรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของแผนปฏิรูป เมื่อประชาชนรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของเขาก็ไม่อยู่เฉย อีกตัวที่ต้องเวิร์กด้วยคือ เอ็นจีโอ และหลายคนก็พร้อมช่วย ซึ่งไม่มีประโยชน์ที่จะไปกำหนดโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตามแผนปฏิรูป แถมจะเกิดปัญหาตามมาเพราะประเด็นปฏิรูป 6 เดือน 1 ปี ก็เปลี่ยน ซึ่งไม่ใช่การเปลี่ยนประเด็นปฏิรูป แต่เปลี่ยนแง่มุม ข้อมูล”​

เรื่องปฏิรูปบางเรื่องต้องใช้เวลา แต่หลายเรื่องก็ทำได้เร็ว อย่างเรื่องที่จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ก็เช่น การปฏิรูปตำรวจ ที่ สปช.ทำข้อเสนอ อาทิ เรื่องการบริหารบุคคล หลักการต้องตัดสินใจในรูปแบบคณะกรรมการ ไม่อาจตัดสินใจด้วยตัวคนเดียว นอกจาก ก.ตร.แล้ว แต่ของตำรวจมีคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งไม่ใช่บริหารงานบุคคล แต่กำหนดให้แต่งตั้ง ผบ.ตร. อันนี้แก้ไขได้ทันที

เรื่องที่สอง กิจการตำรวจเราคิดว่ามันบวม ไม่ใช่ตำรวจแท้ อย่างตำรวจน้ำ ตำรวจทางหลวง ตำรวจรถไฟ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ถ้าแยกออกไป ภารกิจตำรวจจะชัด จริงๆ ทั้งหมดไม่เกี่ยวกับอำนาจสอบสวน ตำรวจยังคงอำนาจสอบสวนไม่ว่าคดีเกิดที่ไหนก็ตาม

แต่หลายเรื่องที่เป็นหน้าที่พื้นฐาน ทั้งอาหารและยา เทคโนโลยีสารสนเทศ คุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจเป็นคนไปจับทั้งหมด ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ ​อย่างสินค้าปลอมเป็นหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่ตำรวจ ​แต่พอตำรวจยิ่งทำเยอะงานพอกเข้าไปโอกาสคอร์รัปชั่นยิ่งสูง ​

“ปัญหาคือ มันจะแก้ปัญหาไม่ได้เร็วอย่างที่คิดเพราะปล่อยมานาน ​แต่คิดว่า หากวางแผนหนึ่งปีเตรียมความพร้อมแต่ละด้านแค่นี้คนรับได้ ​ไม่ใช่ปฏิรูปพรุ่งนี้เห็นผลเลย แค่นี้ก็พอ ​นี่เป็นตัวอย่างที่อธิบายได้ และคนรับได้” ​ 

หากให้ประเมินให้เกรดการทำงานในช่วงที่ผ่านมาของ สปช.​ ประธานเทียนฉาย บอกว่าให้ไม่ได้ ต้องเป็นคนอื่นให้ ให้คะแนนตัวเองไม่ได้ ถ้าให้คะแนนตัวเองก็ต้องให้เอบวก (หัวเราะ)​ แต่สามารถแก้คำพูดได้ว่า ไม่เสียของ ไม่สูญเปล่า ไม่ใช่เบี้ยหัวแตก

“แต่ผมก็ขอโทษท่านนายกฯ ที่ผมช้าไปนิด ผมอยากทำพิมพ์เขียวให้เสร็จเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว แต่อย่าลืมนะว่าท่านออกแบบมาให้ผมทำงานด้วยคน 250 ถ้าท่านไม่ออกแบบ และให้ผมออกแบบปฏิรูปเองนะ แล้วเอาแผนที่ผมปฏิรูปไปปฏิบัติ ผมขอเวลาแค่ 30 วัน ผมเสร็จแล้ว”

คาดหวังว่าการทำหน้าที่ของ สปช.จะทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของประเทศมากน้อยขนาดไหนนั้น อาจารย์เทียนฉาย พูดด้วยน้ำเสียงมีความหวังที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แม้ไม่ถึง 100% ซึ่งส่วนที่ค้างเป็นเรื่องจำเป็นต้องตามต่อในการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะด้านการศึกษา เพราะอยู่ในแวดวงนี้มาตลอดชีวิต ถ้าไม่ทำลำบาก แต่ถ้าทำเลือดอาบ คนเสียประโยชน์เยอะมาก

ในประเด็นการศึกษานั้น สิ่งที่ สปช.เสนอไปแล้วอยากเห็นคนไทยอีก 20 ปีข้างหน้า การศึกษาขั้นต่ำคือปริญญาตรีหรือมากกว่าหนึ่งปริญญาตรี และมากกว่าหนึ่งภาษา จะวางแผนปฏิรูป จะต้องเตรียมวันนี้และจะเห็นผลในอีก 16 ปี ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาและต้องรีบเริ่มต้น

ทั้งนี้ อยากฝากถึงคนที่จะรับไม้ต่อนำพิมพ์เขียวปฏิรูปขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติว่า “อยากให้ใช้เวลาอ่าน วิเคราะห์ อย่าด่วนตัดสินเร็ว เพราะงานเหล่านี้เดิมพันด้วยประเทศชาติ ​จะบอกเอาไม่เอา ทำไม่ทำ สุดท้ายอาจไม่ใช่คัมภีร์ต้องเดินตาม แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นในหลักการ แล้ววิธีการ เงื่อนไขเวลาตามมา แล้วก็จะดีในที่สุด”ศ.เทียนฉาย กล่าวทิ้งท้าย

"ปฏิรูป" ไม่เสียของ เดิมพันอนาคตประเทศ

ขอเลี้ยงเป็ด ปลูกต้นไม้ ​ไม่เอาการเมือง

ระหว่างนับถอยหลังรอวันหมดวาระในช่วงต้นเดือนหน้า หลายคนจับตาบทบบาทว่า ประธานสปช. จะเบนเข็มเข้าสู่ถนนการเมือง หรือรับตำแหน่งอื่นๆ เฉกเช่น นักการเมืองรายอื่นๆ แต่ ประธานเทียนฉาย ออกปากยืนยันชัดเจนว่า ไม่สนใจ เพราะเหนื่อยมาก ตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ แต่ถ้าเป็นเรื่องให้คำปรึกษา​หรือพูดคุยอย่างนี้ไม่มีปัญหา ​

"เดิมเคยคิดเอาเองว่ามีเวลาอีกเดือนสองเดือน สิ่งที่อยากทำคือระดม สปช. ลงไป อธิบายรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้เข้าใจเพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้อ่านง่าย ย่ิงถ้าจะทำประชามติด้วยก็อยากไปอธิบายให้ฟังว่าตรรกะเป็นไง เขาจะได้ตัดสินใตด้วยเความเข้าใจ น่าจะดีกว่าตัดสินใจเพราะใครไปบอกว่าเลือกไปเหอะแล้วไปแก้ทีหลัง ผมว่าตรงนี้สำคัญ ​แต่พอหมดหน้าที่แล้วไปรุ่มร่าม ก็ลำบาก"​

ประธาน สปช.  เปิดเผยแผนชีวิตในอนาคตว่าเสร็จสิ้นงานสปช. จะขอกลับไปเป็นตัวเอง เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงเป็ด และการเริ่มต้นชีวิตจุดนี้ เพราะเมื่อ 20 ปีก่อน เคยไปทอดกฐิน ณ วัดแห่งหนึ่ง ในอ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี และได้เจอที่ดินแบ่งขาย จึงตัดสินใจซื้อ มารดายังถามเลยว่าคิดยังไงไปซื้อที่ตรงนั้น

เทียนฉาย เล่าถึงเหตุผล เนื่องด้วยมีปัญหาสุขภาพในเรื่องภูมิแพ้อากาศ เลยต้องออกไป แม้ตรงนั้นไม่ได้สะอาด แต่มันแห้งช่วยได้เยอะ ดีกว่าอยู่ในเมืองมาก และเหตุผลอีกส่วนหนึ่ง เพราะ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิเคาระห์ธรณีวิทยาและภัยพิบัติ เชื่อว่าน้ำท่วมกรุงเทพ และพื้นที่ปริ่มพ้นน้ำอยู่ที่อ.ชัยบาดาล ดร.อาจอง พูดถูกก็เลยไปอยู่แถวนั้น

เมื่อรู้ข้อมูลแบบนั้น ส่วนตัวเลยตัดสินใจไปตั้งแต่ตอนเกษียณอายุราชการ อยู่ 10 กว่าปี ทว่า ตั้งแต่มาทำงานตรงนี้ ไม่ได้กลับไป บ้านช่องแย่แล้ว (หัวเราะ) และเมื่อตัดสินใจไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น และมีโอกาสได้ไปเดินตลาดชัยบาดาล แล้วเห็นเป็ด จึงได้ตัดสินใจซื้อมาเลี้ยงวไว้ 20 ตัว ซึ่งยอมรับว่าสนุกมาก

อ.เทียนฉาย เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ตอนแรกที่ซื้อเป็ดมา มีจมน้ำตายไป 2 ตัว เพราะลืมนึกไปว่ามันลงน้ำเป็น แต่ขึ้นจากอ่างไม่เป็น ทำให้เป็ดเหลือรอดมาเลี้ยง 18 ตัว ซึ่งสงสารแต่ก็เพลิดเพลินเวลามองมันบินเหมือนนก แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งกลับบ้านไป เห็นลูกเป็ดเดินกันเป็นแถวน่ารักมากร้อยกว่าตัว

ซึ่งก็คิดมันไปแอบไข่ไว้ตอนไหน และไปรู้มามันไปขุดใต้ต้นสะเดา กกไข่ พอออกมาทีสามคลอก มันสนุกมาก แต่วันหนึ่งฝนตกเป็นลูกเห็บ เป็ดตายหมด เพราะช็อคเนื่องจากปรับอุณหภูมิไม่ทัน ทุกวันนี้เหลือ  12 ตัว ให้กินอาหารไก่พื้นบ้าน เวลาออกไข่มาสีซีด แต่มัน ทุกวันนี้ประคองเลี้ยงไป ล่าสุดกลับไปมันโผล่เป็น 36 ตัว ฝูงใหญ่มาก

ประธาน สปช. เล่าต่อว่า ตอนไปอยู่แรกๆ มีปลูกทั้งขนุน มะขามหวาน แล้วความที่ไปๆมาๆ พอกลับไปอีกทีเหลือแต่ตอ ส่วนตัวก็เอะใจ ว่าทำไม ท้ายที่สุดมารู้คำตอบที่เป็นแบบนี้ เพราะคนแถวนั้นมาเผาเอาผึ้ง ไฟมันลาม ทำไปสามปี ไม่เอา ทนไม่ไหว เลยจัดการถาง จนทุกวันนี้ดีขึ้น (หัวเราะ)

“ผมคิดว่าที่ทำอยู่นั่นมีความสุข มีคนดูงาน เพลิดเพลิน ส่วนใหญ่ปลูกต้นไม้รับบริจาค โดยเฉพาะมะม่วงแปลกๆ แต่ว่ามันแล้ง ปกติไม่มีน้ำ แต่ตอนนี้น้ำมาและ ความที่มันแล้งไม่กล้าให้ปุ๋ยเอง แต่เรื่องงานเกษตรทำเองหมด และทั้งจ้างเขาทำ คนสวนเขาก็ขอเลี้ยงวัว เราโอเค แต่เราขออย่างเดียวเอาขี้วัวมาใส่ต้นไม้ให้ เรา สนุกดี คงไม่ทำเป็นเศรษฐกิจเพียงพอ แต่มันดีกว่าอยู่ในเมือง เพราะเป็นคนแพ้อากาศมาก”

ศ.เทียนฉาย ​ย้ำชัดว่า บทบาทประธาน สปช. คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ​มีอีกก็คงทำไม่ไหว เนื่องด้วยปัญหาด้านสุขภาพ และเกินวัย การทำงานครั้งนี้ยอมรับว่าลำบาก ต้องปรับความเข้าใจกับคน 250 คน ซึ่งมีปูมต่างกัน พูดคนละภาษา หลายคนคงรู้สึกแปลกที่มาทำงานร่วมกัน

"ปฏิรูป" ไม่เสียของ เดิมพันอนาคตประเทศ

รัฐธรรมนูญใหม่ ต้องมีกลไกถอดสลักปฏิวัติ

นับเป็นภารกิจหนักกับบทบาทประธาน สปช. ในการผลักดันวาระปฏิรูปเร่งด่วนให้แล้วเสร็จ ตามความคาดหวังของคนทั้งประเทศเพื่อเดินหน้าไปสู่จุดหมาย ท่ามกลางอุปสรรครายรอบทาง หนึ่งปีกับการตัดสินใจเข้ามาจุดนี้ ศ.เทียนฉาย บอกด้วยน้ำเสียงอย่างภาคภูมิว่า “ถ้าย้อนกลับไปก็ยังจะเลือกมารับหน้าที่นี้”

“รู้สึกดีใจที่การตัดสินใจเข้ามาทำงานนี้ มีคนถามผมว่าคิดยังไงที่ตัดสินใจมารับหน้าที่นี้ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ผมอาสาเข้ามา ผมไม่เห็นว่ามันเสี่ยง มันแน่นอนเสียยิ่งกว่าแน่นอน เพราะมันไม่ใช่ประชาธิปไตย เราถึงตัดสินใจ ถ้าเราไม่เข้ามาทำจะยิ่งแย่กว่านี้ ถามว่าเสี่ยงไหม ไม่กลัวเสี่ยงเลย”​

ศ.เทียนฉาย ยอมรับว่าสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น หลายคนบอกอาจารย์ต้องตัดสินใจ ถ้าไม่ทำจะอธิบายกับลูกหลานและสังคมอย่างไร เมื่อตัวเองพอมีพลังเหลือ แต่ไม่ได้บอกว่าช่วยได้ จึงลองดู ทว่าดีใจมาถึงจุดนี้ แต่หมดแรงจริงๆ เหนื่อยมาก (หัวเราะ)

แม้จะล้ากับการงานที่หนักหน่วง แต่เอกสารที่ออกมาจากทุกคณะกรรมาธิการปฏิรูป อาจารย์เทียนฉาย การันตีว่า ตรวจเองทั้งหมด เพราะเวอร์ชั่นที่ส่ง ครม.ไปจากสภามันอ่านยาก มีทั้งกฎหมาย ความเห็น และที่ทำเอง เพื่อให้รู้ว่าทั้งหมดเข้าท่าหรือไม่ ถ้าไม่อ่านเองทำไม่ได้

“ถ้าไม่ตรวจสอบเองไม่ใช่แค่คนอ่าน อ่านง่ายๆ เพราะสอนหนังสือมากว่า 40 ปี ทำอย่างไรให้คนเข้าใจ หลายคนก็ทำไม่ได้ และถ้าทำงานไปคนละทิศละทางแล้วจะออกมาเละ แต่ทำให้พลังงานหมด อ่านเยอะมาก ต้องมาปรับเรียงถ้อยคำใหม่ ซึ่งยากน่าดู ลงมือเองคนเดียวทั้งหมด ไม่มีทีมงาน ปากกาหมดเป็นด้ามๆ”

ประธานเทียนฉาย เล่าว่า งานส่วนใหญ่ใช้เวลาว่างๆ ทำ ​อยู่บ้าน นอนอยู่โรงพยาบาล ว่างๆ ก็นั่งทำไปเรื่อยๆ ตื่นเช้ามาอ่านหนังสือพิมพ์เตรียมตัวให้เรียบร้อย พร้อมลงมือเหนื่อยก็พัก แต่ทำงานไม่ดึก นึกเพียงว่าสมองตายแน่ ถ้าไม่ใช้สมอง อันนี้เป็นวิธีกระตุ้น แต่มากไปหน่อย (หัวเราะ)

ศ.เทียนฉาย ย้ำว่า งานนี้ทำให้ได้ความรู้เยอะ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล ไม่รู้เลยว่ามีต้นทุนการใช้ธนบัตรสูงมาก ทั้งผลิต เก็บรักษา ขนส่งระหว่างธนาคาร ถ้าไม่ใช้ตรงนี้ ใช้ดิจิทัล ประหยัดต้นทุนไม่ต่ำกว่า 100% เมื่อเห็นตรงนี้ จะลดได้หรือไม่ แต่การใช้ดิจิทัลก็ต้องลงทุน แล้วจะไปอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างไร

ทั้งนี้ ยอมรับตอนนี้รู้สึกช็อก เพราะยังมีงานเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่งที่เข้าในวันจันทร์ และวันอังคารเป็นเรื่องธุรการของ สปช. อาทิ การลงประชามติ วันร่างรัฐธรรมนูญ อาทิตย์ถัดไป เรื่องรับร่างรัฐธรรมนูญมันต้องจบ แต่ได้พยายาม
ต่อรองให้เวลาสมาชิกอภิปรายแต่ละเรื่องรวมไม่เกิน 1 ชม. ซึ่งทุกคนโอเค

ส่วนประเด็นที่มีสมาชิก สปช. ออกมาระบุเรื่องโหวตคว่ำรัฐธรรมนูญ ศ.เทียนฉาย ระบุว่า มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ดันเสียงดัง ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นความงาม แต่ทำให้คนไม่ได้ตามชักหลงทาง เช่น สปช.มีความเห็นอย่างนี้ แท้ที่จริงไม่ใช่ เป็นเพียงความเห็นคนคนเดียว

ทั้งนี้ พอคนมาอ่านข่าวเข้าใจว่า สปช.ทะเลาะกัน แต่ถือเป็นเรื่องปกติ และได้ประเมินตลอด ทว่าเมื่อไหร่ก้าวล่วงไปกระทบต่อการตัดสินใจของสมาชิก จำเป็นต้องเบรก แต่เบรกในความหมายไม่ใช่ว่าให้หยุด แต่แค่เป็นเพียงคนเดียวนะ เพราะปล่อยให้เป็นอย่างนี้กระทบต่อกระบวนการประชาธิปไตยตั้งแต่ต้นทาง

"ปฏิรูป" ไม่เสียของ เดิมพันอนาคตประเทศ

สำหรับกระแสต่อสาย สปช.ให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ศ.เทียนฉาย ยืนยันเป็นเพียงข่าวลือธรรมดา ไม่เหมือนเรื่องบ่อน ออกสื่อชัดเจนมาก แต่ไม่ได้เบรกอะไร และยืนยันไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนปฏิรูป และก็ไม่นำเข้าสู่ระเบียบพิจารณาใน สปช. ส่วนตัวหยุด สปช. แต่บังเอิญ ผบ.ตร.ออกมา เรื่องนี้มันส์จริงๆ (หัวเราะ) ไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้น

ศ.เทียนฉาย อธิบายจุดล่อแหลมรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น โดยยอมรับว่ายังไม่เห็นทั้งหมด และความเห็นส่วนตัวจากที่ติดตามการปรับแก้ คิดว่าอยู่ในระดับไม่มีอะไรรบกวนถึงขั้นกระทบกระบวนการประชาธิปไตย แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับที่จะได้เห็น

ต่อกรณีเกิดการถกเถียงการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ ที่ดูมีอำนาจเหนือกว่ารัฐบาล ซึ่ง ศ.เทียนฉาย ยืนยันเสียงเข้มว่า ต้องรอดูรายละเอียดถ้อยคำที่เขียนทั้งหมด แต่หลักของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่าไม่อยากเห็นเหตุการณ์วันที่ 22 พ.ค. 2557 อีก

อาจารย์เทียนฉาย อธิบาย 1.ไม่มีใครแน่ใจว่าจะเกิดอีก 2.หนำซ้ำมีท่าจะเกิด ถ้ามันเกิดล็อกอีกจะทำอย่างไร ปฏิวัติอีกหรือ คงไม่มีใครแฮปปี้ ดังนั้นมันควรมีอะไรถอดสลักไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าว ถ้าไม่เตรียมไว้ก็เกิดปฏิวัติเข้าที่เดิมไม่ไปไหน ดังนั้นต้องเขียนให้ชัดตรงนี้

“ถ้าประชาธิปไตยทำไม่ได้ มันต้องไม่ออกด้วยการปฏิวัติ ชุดนี้เข้ามาแก้ไขโดยเร็วแล้วก็ไป และเชื่อว่าวิกฤตตรงนี้จะเบาได้ 3-5 ปี ขอเป็นกันชนสำรองไว้ก่อน ไม่ใช่สร้างตัวนี้มามีอำนาจ มันต้องถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ ป้องกันไม่ให้มีปฏิวัติและไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ ใครที่เข้ามาทำหน้าที่ตรงนั้น ก็ต้องเข้ามาในแผนตรงนี้”

“การที่มองว่าไม่ต่างจากปฏิวัติ ถือเป็นเรื่องธรรมดา คือในภาวะวิกฤตนั้นแล้ว ก็ดีกว่าเอารถถังออกมา เพราะไม่อยากเห็นวันที่ 22 พ.ค. 2557 นึกไม่ออก มาได้ยังไง และถ้าไม่ยุติเกิดไรขึ้น แต่รู้อยู่ไม่ได้ แผ่นดินไม่มี สุดท้ายฆ่ากันตายเปล่า ตรงนี้สำคัญแก้เพื่อไม่ให้ปฏิวัติ แต่ยากมาก เห็นใจเสนอกันมาหลายวิธี แต่ก็ยี้กันหมด แล้วมีสักอันไหมไม่ยี้ ให้ปฏิวัติอีกแย่ใหญ่ไปไม่ได้แล้วประเทศไทย”

ส่วนเรื่องรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ส่วนตัวไม่ขอให้ความเห็น เพราะอาจไปกระทบต่อการตัดสินใจของสมาชิกที่กำลังทำญัตติตัวนี้อยู่

ถามเรื่องความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ มีการล็อบบี้หรือใบสั่งบ้างหรือไม่ ศ.เทียนฉาย อธิบายว่า ไม่ใช่ใบสั่ง แต่เรียกว่าใบคำร้อง เพราะสมมติถ้าเดินหน้าไปด้วยกัน ​4-5 คน แต่ไม่พูดกันจะอยู่กันอย่างไร ดังนั้นต้องมาคุยกัน 1.เห็นตรงกันหรือไม่ 2.ทำอย่างนี้นะ แกไปตะวันออก ฉันไปตะวันตก เดี๋ยวเจอกัน และถ้าไม่พูดกัน เข้าใจกันเอง มันเป็นไปไม่ได้

ยกตัวอย่างเรื่องสัมปทานพลังงาน ​ที่สุดท้าย สปช.มีมติไม่เห็นด้วยกับการเดินหน้า ตรงนี้ ไม่มีใครสั่ง แต่ที่ต้องชี้ให้เห็นคือ ไม่ใช่ว่าเป็นมติแล้วรัฐบาลต้องทำ ซึ่งไม่ใช่ เพราะวิธีทำงานของสภาที่ต้องออกมติแบบนี้ แต่มติที่ออกไปจะพ่วงด้วยความเห็นสมาชิก เพื่อให้อ่านทั้งหมด แล้วตัดสินใจว่าจะทำตามหรือไม่ทำตาม

“ไม่ใช่ประเด็นว่าลงเรือแป๊ะตามใจแป๊ะ ผมไม่เคยเห็นมาสั่งว่าต้องทำโน่นทำนี่ แต่การจูนต้องมี แต่การจูนไม่ใช่เป็นการตีกรอบ เช่น เพียงแต่บอกว่าชะลอหรือด่วนหน่อยได้ไหม ซึ่งคิดว่าเป็นปกติ และถ้าไม่พูดกันเลยยุ่งแน่ๆ”

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์