
กรมศิลป์เดินหน้าทุบวัดกัลยาณ์
กรมศิลปากรเดินหน้าทุบศาลารายให้เสร็จในเดือน ส.ค.นี้ หลังจากทุบหลังที่ 1 เสร็จสิ้นเรียบร้อยไปแล้ว
โดย...ส.สต
กรมศิลปากรเดินหน้าทุบศาลารายให้เสร็จในเดือน ส.ค.นี้ หลังจากทุบหลังที่ 1 เสร็จสิ้นเรียบร้อยไปแล้ว พร้อมทั้งเล็งทุบอาคารอเนกประสงค์ เจ้าพระยานิกรบดินทร์ ในปีต่อไปเพราะสร้างในเขตโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต
เมื่อวันที่ 13 ส.ค. บวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร แถลงข่าวว่า หลังจากกรมศิลปากรได้เข้ารื้อศาลาราย 1 หลัง ภายในวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ที่มีการรื้อโบราณสถานและสร้างใหม่ในเขตโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาตไปแล้ว ได้เตรียมจะเข้ารื้อศาลาอีก 1 หลัง ที่อยู่ใกล้กับพระอุโบสถเนื่องจากสร้างในเขตโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นกัน
นอกจากนี้ ในปี 2559 จะเข้ารื้ออาคารเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ที่สร้างอยู่บนพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตโบราณสถาน อาคารนี้เป็นอาคารขนาดใหญ่ ตามข้อมูลของวัดกัลยาณมิตรว่าเป็นอาคาร 2 ชั้น กว้าง 14 เมตร ยาว 58 เมตร ทรงไทยประยุกต์ที่ใช้งบประมาณก่อสร้าง 26 ล้านบาท
บวรเวท กล่าวว่า กรมศิลปากรเดินหน้าตามกฎหมาย เพราะไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนการเจรจากับวัดกัลยาณมิตรนั้น เจ้าหน้าที่กรมเคยมีการเจรจาหลายครั้ง แต่เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันเคยเข้าเจรจาและประชุมด้วยเพียงครั้งเดียว เมื่อปี 2551 การประชุมวันนั้น สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) อดีตเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธาน ซึ่งสมเด็จพระมหาธีราจารย์ได้ขอให้เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรหยุดการรื้อและก่อสร้าง แต่เจ้าอาวาสไม่หยุด
ในส่วนตัวบวรเวทเองบอกว่า เคยพบและพูดคุยหนหนึ่งกับเจ้าอาวาสนานมาแล้ว แต่หลังจากมีปัญหาก็ไม่เคยพูดคุยกัน เช่นวันที่อธิบดีไปแจ้งความดำเนินคดีที่ทำลายโบราณสถานนั้น อธิบดียืนอยู่ข้างกุฏิเจ้าอาวาส ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งแนะให้ไปพบเจ้าอาวาส อธิบดีบอกให้ผู้สื่อข่าวไปพบก่อนแต่เจ้าอาวาสไม่ให้พบ อธิบดีว่าขนาดผู้สื่อข่าวท่านยังไม่พบ แล้วอธิบดีที่เป็นคู่กรณีแจ้งความดำเนินคดี ท่านจะให้พบหรือ
ล่าสุด ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ติดต่อกองนิติการเพื่อจะเจรจาขอให้ยุติการรื้อ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ปิดประตูว่าไม่คุย แต่ต้องคุยกันเป็นประเด็นๆ ไม่ใช่รื้อแล้วจะมาขอเจรจา นอกจากนั้นเท่าที่ทราบ วันที่ 13 ส.ค. ทางวัดได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งทางกรมศิลปากรได้เตรียมรายงานลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับนายกฯ ได้ทราบแล้ว
“กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนสิ่งก่อสร้างในวัดกัลยาณมิตรเป็นโบราณสถาน เมื่อปี 2492 มีทั้งสิ้น 89 รายการ ปัจจุบันได้ถูกทางวัดรื้อโดยไม่ขออนุญาต 22 รายการ บูรณะโดยไม่ขออนุญาต 5 รายการ กรมศิลปากรดำเนินคดีอาญากับวัด 16 คดี ใน 45 รายการของโบราณสถานและโบราณวัตถุ ล่าสุดทราบว่าอัยการได้ส่งฟ้องเป็นคดีอาญา กรณีที่รื้อศาลาราย และกรมศิลปากรแจ้งความเมื่อเดือน ม.ค. 2558 หากศาลตัดสินว่ามีความผิด ผู้ละเมิดจะมีโทษฐานทำลายโบราณสถาน จำคุก 10 ปี และปรับ 1 ล้านบาท หรือทั้งจำ
ทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม หลังจากทุบศาลารายหลังแรกก็ถูกโซเชียลมีเดีย และสื่ออื่นๆ ที่โพสต์ข้อความไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิด กรมศิลปากรจึงลำดับเหตุการณ์ให้กระชับอีกครั้ง
วัดกัลยาณมิตรได้ดำเนินการรื้ออาคารโบราณสถาน และก่อสร้างอาคารในเขตโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรมาตั้งแต่ปี 2546 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันสามารถสรุปได้ดังนี้
• จำนวนคดีทั้งหมด 16 คดี อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง จำนวน 10 คดี
• รื้อทำลายโบราณสถาน 26 รายการ อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง 14 รายการ (คงเหลือ 12 รายการอยู่ระหว่างการดำเนินคดี)
• บูรณะโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต 5 รายการ อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง 4 รายการ (คงเหลือ 1 รายการอยู่ระหว่างดำเนินคดี)
• ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต 15 รายการ อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง 3 รายการ (คงเหลือ 12 รายการอยู่ระหว่างดำเนินคดี)
ลำดับเหตุการณ์ สรุปตั้งแต่ปี 2551 ดังนี้
โบราณสถานที่ถูกรื้อทำลายในปี 2551 ได้แก่ หอสวดมนต์กัลยาณาลัย ศาลาปากสระ หอกลอง กุฏิคณะ 4 กุฏิคณะ 7 จำนวน 3 หลัง สระน้ำคณะ ศาลาเสวิกุล และกรมศิลปากรแจ้งความดำเนินคดี 3 มิ.ย. 2552 จำนวน 8 คดี (10 รายการ)
5 ม.ค. 2553 กรมศิลปากรแจ้งความดำเนินคดีจำนวน 1 คดี (7 รายการ)
และคดีอาญาที่ 7/2553 เรื่อง บูรณะโดยไม่ได้รับอนุญาต คือ พระอุโบสถ หอพระธรรมมณเฑียรพระวิหารหลวง พระวิหารน้อย รื้อโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หินอับเฉาหน้าพระวิหารหลวง ถมสระน้ำคณะ กุฏิคณะ 4 อัยการสั่งไม่ฟ้อง
15 ต.ค. 2553 อัยการสั่งไม่ฟ้องจำนวน 10 คดี 18 รายการ
ส่วนคดีอาญา 10 คดี 18 รายการ อัยการไม่ฟ้อง วินิจฉัยว่าวัดไม่เจตนา
ในปี 2554 กุฏิคณะ 4 ถูกรื้อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของตำรวจ
8 มี.ค. 2555 กรมศิลปากรได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า วัดมีแนวโน้มจะรื้อทำลายโบราณสถานอีก 4 หลัง ได้แก่ กุฏิคณะ 4 และอาคารเก็บอัฐิ รวม 4 หลัง กรมแจ้งวัดห้ามรื้อถอน แต่วัดรื้อถอนอาคารทุกหลังในปีเดียวกันนี้เอง
ในปี 2556 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของตำรวจกรณีที่รื้อทำลายกุฏิคณะ 3 รวม 4 อาคาร ในปี 2557 รื้อทำลายศาลารายบริเวณวิหารน้อย
ในปี 2558 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของตำรวจกรณีรื้อทำลาย กุฏิคณะ 1 และศาลารายบริเวณหน้าพระวิหารหลวง (รื้อเฉพาะหลังคา)







