
‘หัวใจพระพุทธศาสนา’ (2) พระอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม
หมายเหตุ : หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นศิษย์รูปสำคัญรูปหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ คณาจารย์สายพระกรรมฐานเชื่อกันว่า
หมายเหตุ : หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นศิษย์รูปสำคัญรูปหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ คณาจารย์สายพระกรรมฐานเชื่อกันว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ร่วมยุครูปหนึ่งในสมัยของเรา ชื่อเสียงของหลวงปู่ตื้อเป็นที่จดจำในฐานะพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ เป็นผู้เลิศในทางฤทธิ์ผู้หนึ่งและมีลีลาแสดงธรรมที่ตรง ดุเด็ด เผ็ดมัน แม้จะมีเนื้อหาการแสดงธรรมะของท่านตกทอดข้ามวันเวลามาอยู่บ้าง แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก เทศนาเรื่อง “หัวใจพระพุทธศาสนา” เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เพื่อรักษาธรรมเทศนากัณฑ์นี้ให้ปรากฏสืบเนื่องไป จึงขอนำมาตีพิมพ์เป็นตอนๆ ต่อเนื่องจนสิ้นความเป็นตอนที่ 2 ดังมีเนื้อหาโดยละเอียด ดังนี้
‘จบพรหมจรรย์’ คือ.-
1.ไม่ฆ่าสัตว์ เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์
2.ไม่ลักทรัพย์ เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์
3.ไม่เสพกาม เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์
4.ไม่ขี้ปด (คือกล่าวมุสาวาท) เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์
5.ไม่กินเหล้า (สุรา) เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์
เปรียบเหมือนดวงพระจันทร์นั้นแหละ พระจันทร์ไม่ฆ่าสัตว์ พระจันทร์ไม่ลักทรัพย์ พระจันทร์ไม่เสพกาม พระจันทร์ไม่กล่าวมุสาวาท พระจันทร์ไม่ดื่มสุรา ก็เรียกว่า “จบพรหมจรรย์” (เสียงจันทร์ กับ จรรย์ ออกเสียงเหมือนกัน ท่านจึงนำมาเปรียบเทียบเช่นนี้)
พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายนั่งก็นั่งอยู่ในนิพพาน นอนก็นอนอยู่ในนิพพาน เดินก็เดินอยู่ในนิพพาน นอนก็นอนอยู่ในนิพพาน เดินก็เดินอยู่ในนิพพาน กินก็กินอยู่ในนิพพาน แต่ขันธ์ห้าที่เป็นอุปาทานยังไม่ดับ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราท่านทั้งหลายนี้จึงพาขันธ์ห้าของคุณตาคุณยายสะพายบาตรประกาศพระศาสนาอยู่ 45 ปี เรียกว่า อุปาทิเสสะ เข้าพระนิพพานพ้นจากชาติกันดาร ไม่ต้องมาเกิดอีกต่อไป
เตสังวูปะสะโม สุโข เวทนาแตกเวทนาตาย สัญญาแตกสัญญาตาย สังขารแตกสังขารตาย วิญญาณแตกวิญญาณตาย พระพุทธเจ้าโคตะมะไม่ได้ฆ่ารูป รูปก็แก่เฒ่า เวทนาก็แก่เฒ่า สัญญาก็แก่เฒ่า สังขารก็แก่เฒ่า วิญญาณก็แก่เฒ่า ใจเราเท่านั้นที่ไม่แก่เฒ่า
รูปัง อนิจจัง รูปเกิดขึ้นเป็นของไม่เที่ยง ยักย้ายผันแปรแตกต่างกันไปมาเป็นธรรมดา จิตจะร้องขออย่างไรก็ไม่ได้รับฟัง อกาลิโก อาการของธาตุเขาเป็นอยู่อย่างนั้น จักขุนทะริยัง ดูตาของเราซิ ตามันแตก ตามันตาย จะห้ามตาไว้ไม่ได้ โสตินทะริยัง ดูหูของเรา หูมันจะเฒ่า หูมันจะตาย ห้ามหูไว้ไม่ได้ ฆานินทะริยัง ดูจมูกของเรา (รูดัง) จมูกมักจะเป็นหวัดคัดจมูก หรือเป็นริดสีดวงจมูก เราจะห้ามไว้ก็ไม่ได้ ชิวหินทะริยัง ดูลิ้นของเรา ปากและลิ้นก็เป็นหวัดเป็นไอ เดินก็ไอ กินข้าวก็ไอ กินน้ำก็ไอ ไอไปไอมา อานาปาฯ เป็นภาษาบาลี ภาษาไทยเรียกว่าลม รูปก็ลม เวทนาก็ลม สัญญาก็ลม สังขารก็ลม รูปก็ลม เวทนาก็ลม สัญญาก็ลม สังขารก็ลม วิญญาณก็ลม หมดลมแล้ว เรียกว่าตาย
มีเงินมีคำมีแก้วก็ตายละเสียจากเงินทองเหล่านั้น มีลูกสาวก็ตายจากลูกสาว มีลูกชายก็ตายจากลูกชาย มีผัวก็ตายจากผัว มีเมียก็ตายจากเมีย มีพ่อก็ตายจากพ่อ มีแม่ก็ตายจากแม่ ถึงเราจะมีเงินถึง แปดหมื่น เก้าหมื่น ก็เป็นแต่ของกลางเท่านั้นที่มีอยู่ในโลก เราตายเสียแล้วก็ทิ้งหมด ถ้าเมื่อเรายังไม่ตาย จงมาพากันสร้างบุญสร้างกุศลให้พอ เมื่อเราตายไปแล้ว บุญนั้นก็จะเป็นที่พึ่งของเรา เป็นที่อาศัยของเรา
บุญเกิดทางกายนั้นประการใด จะขยายให้เป็นพระสูตร อานาวัชชานิ กัมมานิ บุคคลเกิดมาในโลกนี้ ทำการงานปราศจากโทษ มีแต่ประโยชน์ทั้งชาตินี้และชาติหน้า เป็นปัจจัยแก่เราผู้สร้างบารมี หนึ่ง สร้างพระพุทธรูป สร้างพระเจดีย์ สร้างวัดวาอาราม โบสถ์ วิหารไว้ในพระศาสนา ผู้ใดหากได้ทำแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้เลิศผู้ประเสริฐ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ตาวะ เปรียบเหมือนเงาที่ตามตัวเราตลอดเวลา
ตามธรรมดาเรานั่ง เงาก็นั่ง เรานอน เงาก็นอน เราเดิน เงาก็เดิน บุญกุศลที่เราสร้างเอาไว้ก็ห่อหัวใจของเราไป เรารับศีลห้าได้ เรานั่งเราก็นั่งในศีลห้า เรานอน เราก็นอนในศีลห้า เราเดิน เราก็เดินในศีลห้า เรารับศีลแปด เราจะยืน เดิน นั่ง นอน ไปที่ไหนๆ ก็ไปด้วยศีลแปดทั้งสิ้น ศีลสิบก็เหมือนกันนั้นแหละ ถ้าเรารับศีล 227 นอนก็นอนในศีล 27 เราจะยืน เดิน นั่ง นอน ก็อยู่ในศีล
เมื่อได้ “พุทโธ” แล้ว ก็นั่ง พุทโธ นอนก็นอน พุทโธ เดินก็เดินใน พุทโธ “ธัมโม” เมื่อได้แล้ว นั่งก็นั่ง ธัมโม นอนก็นอน ธัมโม เดินก็เดินใน ธัมโม “สังโฆ” เมื่อเราได้แล้ว นั่งก็นั่ง สังโฆ ยืน เดินก็อยู่ใน สังโฆ ทั้งนั้น เตสัง ตายแล้วทิ้งหมด เกสา ผมก็ไฟไหม้ เอามันไปก็ไม่ได้ โลมา ขนก็ไฟไหม้ นขา เล็บตีนเล็บมือไฟก็ไหม้หมด ทันตา เขี้ยว ครก ตำหมาก สากตำน้ำพริก ไฟกินหมด ตะโจ หนังไฟก็กินหมด มังสัง ชิ้น (เนื้อ) ก็เน่า ไฟก็กินหมด นะหารู เอ็น เอ็นขา เอ็นแขน เอ็นคอ เอ็นทั้งหมด ไฟก็กินหมด อัฏฐิ กระดูกสามร้อยท่อน กระดูกแข้ง กระดูกขา กระดูกแขน กระดูกข้าง กระดูกคอ กระดูกคาง กระดูกเขี้ยว กระดูกหัว ไฟกินหมด หัทยัง หัวใจ ที่อยู่ของใจ ไฟก็กินหมด
อะไรๆ ไฟก็กินหมด จะเป็นของเรานั้นไม่ใช่สักอย่าง
นี้แหละนักธรรมนักกัมมัฏฐานเจ้าทั้งหลาย ผู้ชายก็นักธรรม ผู้หญิงก็นักธรรม ให้หมั่นพิจารณาว่า ถ้าทำบุญก็ได้บุญ ทำบาปก็ได้บาป ทำนาได้กินข้าว เอาผัวเอาเมียก็ได้ลูกชายลูกสาวค้ำชูพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้แหละนักธรรมกัมมัฏฐานทั้งหลาย โอปนายิโก ให้น้อมมาดู ดูอะไร ดูใจของเราทุกคน
เมื่อได้พุทโธจริง ที่อยู่ของพุทโธคือ สวรรค์หก มีชั้นจาตุมหาราชิกา ชั้นตาวะติงสา ชั้นดุสิตา ชั้นนิมมานรติ ชั้นปะระนิมมิตสะวะวัตติ สวรรค์หก ชายพุทโธ หญิงพุทโธอยู่ชั้นไหนได้ตามความปรารถนา ธัมโม ชายธัมโม หญิงธัมโม ที่อยู่ของ ธัมโม พรหมปาริสัชชา ถึงอกนิษฐาพรหมสิบหกอยู่ได้ตามความปรารถนา ชายสังโฆ หญิงสังโฆ ที่อยู่ของพระสังโฆ ชั้นสุทธาวาส อนาคามรรค อนาคาผล สิ้นชีพวายชนม์เข้าสู่พระนิพพาน เอตัง พุทธสาสนันติฯ
พระอาจารย์ หรือหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณอุบาลี วัดสุปัฏน์ ปิยมหาราชพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อาราธนามาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาสเจริญแล้ว พระองค์ที่สอง สมเด็จกรมสวัสดิ์ ผู้รองแผ่นดิน ลูกพระเจ้าพี่แล้ว จึงมอบเมืองให้พระเจ้าหลาน รัชกาลที่หกรับแทน เป็นพระเจ้าแผ่นดินดีแล้ว จึงได้อาราธนาเจ้าคุณอุบาลี และท่านย่าหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ไปอยู่ที่วัดบรมนิวาสและวัดสระปทุม ให้หลวงพ่ออาจารย์หนูไปอยู่ได้ตั้งชื่อเจ้าคุณกิตติเถระเป็นเจ้าอาวาสวัดสระปทุม และท่านก็นิพพานที่นั่น ส่วนท่านเจ้าคุณอุบาลีไปนิพพานที่วัดบรมนิวาส ส่วนท่านอาจารย์มั่นฯ นายเตียง ศิริขันธ์ ไปนิมนต์มาอยู่วัดสุทธาวาส จ.สกลนคร เลยนิพพานที่นั่น
พุทธคุณคาถาที่อาตมาได้นำมากล่าวเป็น พุทธปูชา ธัมมปูชา สังฆปูชา แก่พระคุณเจ้าทั้งหลาย ทั้งอุบาสก อุบาสิกา เช่นว่ามาแล้วนี้ หากข้าพเจ้ากล่าวผิดเผลอบ้างประการใด ขอให้พระคุณเจ้าทั้งหลายพร้อมทั้งอุบาสก อุบาสิกา พระคุณเจ้าทุกพระองค์จงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าเถิด ถ้าหากพระธรรมเทศนาที่ข้าพเจ้าได้อธิบายมานี้ เป็นที่ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ ไม่ขัดกับหลักแห่งพระสงฆ์ไทย ก็ขอให้พระคุณเจ้าทั้งหลายจงอนุโมทนาสาธุการด้วยเถิด และจงน้อมนำเอาพระธรรมคำสอนที่ข้าพเจ้าได้อธิบายมานี้แล้วนั้นปฏิบัติลงที่กาย ที่วาจา ที่ใจ ของท่านทั้งหลาย
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







