posttoday
รัฐธรรมนูญกับความจริงของสังคมไทย (2)

รัฐธรรมนูญกับความจริงของสังคมไทย (2)

16 สิงหาคม 2558

ประชามติครั้งนี้น่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับยอมรับความจริง ล่าสุดมีคนเสนอให้ตั้งคำถามเพื่อการทำประชามติว่า

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ประชามติครั้งนี้น่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับยอมรับความจริง

ล่าสุดมีคนเสนอให้ตั้งคำถามเพื่อการทำประชามติว่า “ควรมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติหรือไม่” รวมถึงที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ให้มี “องค์กรแก้วิกฤต” หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (ขอเสนอชื่อย่อว่า คยปป.) นี่ก็แสดงว่าคนจำนวนหนึ่งที่ปกครองประเทศได้เห็น “สัจธรรม” หรือความจริงในสังคมไทยนั้นแล้ว

คือยอมรับแล้วว่า “ไผเป็นไผ” ในบ้านนี้เมืองนี้

สัจธรรมเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งที่มีคณะขุนนางถวายคำกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี 2428 (นักประวัติศาสตร์เรียกสั้นๆ ว่า คำกราบบังคมทูล ร.ศ. 130) ว่าประเทศไทยควรที่จะมีการปกครองในระบอบรัฐสภา โดยให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Constitutional Monarchy ให้มี สส.ที่เรียกว่า Member of Parliament และมีผู้บริหารในรูปแบบของกระทรวงที่เรียกว่า Cabinet

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบเหล่าขุนนางเหล่านั้นสรุปความได้ว่า ทรงเห็นด้วยว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ทันสมัยเป็นไปในรูปแบบนั้น โดยทรงมีพระราชดำริว่าจะต้องมีการเตรียมความพร้อมใน 2 เรื่อง คือ ความพร้อมในหมู่ชนชั้นนำ และความพร้อมในหมู่ราษฎร เพราะในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางที่เป็นชนชั้นนำก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจและไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบนี้อีกมาก เรียกง่ายๆ ว่าเป็นพวก “หัวเก่า” ในขณะที่ราษฎรไทยก็มีจำนวนคนที่อ่านออกเขียนได้นั้นน้อยนัก จำเป็นที่จะต้องขยายโอกาสทางการศึกษาให้มีโรงเรียนสอนการเขียนการอ่านนี้ให้ทั่วถึง เพื่อให้คนไทย “ฉลาด” อันเป็นที่มาของการจัดศึกษาภาคบังคับไปทั่วประเทศ ที่เรียกว่า “ประชาบาล”

แม้ว่าเรื่องการเตรียมความพร้อมไปสู่ระบอบรัฐสภาไม่สำเร็จได้ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่เมื่อถึงรัชกาลที่ 6 พระองค์ก็สืบทอดพระราชปณิธานดังกล่าวของพระราชบิดาด้วยการฝึกฝนและอบรมขุนนางผ่าน “เมืองดุสิตธานี” ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง โดยในสมัยรัชกาลที่ 7 ก็ได้ทรงให้ผู้เชี่ยวชาญร่างรัฐธรรมนูญเตรียมที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่ทันใจคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า “คณะราษฎร” ซึ่งได้ชิงเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียก่อนในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 แล้วปกครองด้วยการปิดกั้น “กลุ่มอำนาจเก่า” คือ “เกรงกลัว” พวกเจ้าและขุนนางในระบบเก่าเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดกีดกันไม่ให้มีโอกาสได้เข้ามาแข่งขัน ได้แก่ การไม่ให้มีพรรคการเมืองอื่น (นอกจากคณะราษฎรเท่านั้น) และการกีดกันไม่ให้คนกลุ่มนี้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะต้องผ่านการคัดเลือกจากคณะราษฎรเท่านั้น

นั่นคือตัดระบบ “ราชประชาสมาศัย” ทิ้งไปโดยสิ้นเชิง

แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชทรงสร้างไว้ ทรงคิดที่จะให้ชนชั้นปกครองกับราษฎรนั้น “พึ่งพาอาศัย” กันและกัน ช่วยเหลือกันและกัน ด้วยการเรียนรู้และสร้างสรรค์ระบอบรัฐสภาร่วมกัน แต่คณะราษฎรกลับมาทำลายแนวคิดนี้เสีย อาจจะเป็นเพราะความกลัวความจริงที่ “ผีพวกเจ้า” จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา อย่างไรก็ตามก็มีผู้ปลุกแนวคิดนี้ให้ฟื้นคืนมาในช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญปี 2517 โดยท่านอาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพ และท่านอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ที่เป็นปัญญาชนไฟแรงในยุคนั้น โดยทั้งสองท่านได้ชี้ให้เห็นว่า การพึ่งพาอาศัยกันอย่างใกล้ชิดระหว่างพระมหากษัตริย์และคนไทยจะนำมาสู่การสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นให้เกิดเป็นจริงขึ้นได้ เพราะชนชั้นนำกลุ่มอื่นของไทยมีแต่จะทะเลาะเบาะแว้งกัน อย่างเช่นที่ได้เห็นผู้นำทหารและผู้นำพลเรือนทะเลาะกันเรื่อยมาโดยตลอดนั้น

รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปลายปี 2516 หลังเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค.ของปีนั้น แสดงให้เห็นถึง “ระบอบราชประชาสมาศัย” นี้ได้อย่างชัดเจน ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับนี้ว่า นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ทรงเข้ามาแก้วิกฤตของบ้านเมือง ประเทศอื่นอาจจะไม่มีลักษณะแบบนี้ แต่นี่คือสังคมไทยที่พระมหากษัตริย์กับราษฎรมีความสัมพันธ์อันสนิทสนมลึกซึ้ง ดั่งที่เรียกว่า “พ่อกับลูก” ดังนั้นพ่อจึงไม่ทอดทิ้งหรือปล่อยให้ลูกได้รับอันตราย เมื่อมีภัยพ่อก็จะเข้ามาปกป้องและแก้ไข ในขณะเดียวกันลูกก็มีหน้าที่ตอบแทนพ่อด้วยการให้ความรักและภักดี นอกเหนือจากการเทิดทูนที่มีอยู่ก่อนนั้น

แต่นักการเมืองหลังเลือกตั้งในปี 2518 ก็ไม่ได้รักษาแนวคิดของการเชื่อมโยงประชาชนเข้ากับพระมหากษัตริย์อย่างที่มีปัญญาชนบางท่านได้จุดประกายขึ้นมา ซึ่งถ้านักการเมืองยุคนั้นมี “ความฉลาด” ก็น่าจะมองเห็นแล้วว่าหายนะที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 ต.ค. 2519 ก็เป็นเพราะนักการเมืองและปัญญาชนในฝ่ายเสรีนิยมจนถึง “คลั่งสังคมนิยม” นั้นได้ปฏิเสธความจริงในสังคมไทย โดยได้หยามหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจาบจ้วง กระทั่งนำมาสู่การฉกฉวยของฝ่ายอนุรักษ์ที่นำโดยทหาร ปั่นกระแส “ขวาตกขอบ” มากวาดล้างพวก “ซ้ายตามกระแส” ให้หนีกระเจิดกระเจิงเข้าป่าไป

รัฐบาลที่ขึ้นมาปกครองภายใต้การคุ้มครองของทหารที่เรียกว่า “รัฐบาลหอย” ก็ได้ปกครองด้วยความคิดขวาตกขอบเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักถึงแนวคิดอัน “สุดกู่” ในหลายๆ เรื่อง อย่างเช่นเรื่อง “บันได 12 ขั้น” ของการสร้างระบอบประชาธิปไตย โดยรัฐบาลจะให้มีการพัฒนาระบบรัฐสภาเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 4 ปี รวม 12 ปี โดยใน 4 ปีแรกจะให้มีระบบสภาเดียวที่มาจากการแต่งตั้ง แล้วปกครองแบบ “รวบอำนาจ” ไว้ที่ศูนย์กลาง คือรัฐบาลที่มีทหารคอยปกป้องนี้ จากนั้นจึงจะให้มีระบบ 2 สภา คือสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน กับวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของรัฐบาล โดยในระยะ 4 ปีแรกจะให้มีอำนาจเท่าๆ กัน ประคับประคองกันและกัน และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับรัฐบาล จากนั้นจึงจะไปสู่ 4 ปีสุดท้ายที่จะลดบทบาทของวุฒิสภาลงไป ในขณะเดียวกันก็ให้สภาผู้แทนราษฎรนั้นได้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต่อไปตามแบบระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาที่เป็นสากล

แนวคิดนั้นถูกโจมตีเป็นอย่างมาก ที่สุดทหารก็เชิญรัฐบาลที่เคยให้การอุ้มชูเป็น “เปลือกหอย” ดูแลมาได้ปีเศษๆ นั้นออกไป แล้วทหารก็ขึ้นมามีอำนาจเต็มที่ พร้อมกับให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยได้ประกาศใช้ในปี 2521 ที่มีคนเรียกว่า “ฉบับหมาเมิน”

แต่นี่กลับเป็นรัฐธรรมนูญที่ยอมรับความจริงมากที่สุดฉบับหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์