
ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นชี้ไทยจับมือจีนไร้นัยแฝง
ข่าวคราวสภาพเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวในรัฐบาลปัจจุบัน เป็นที่น่าจับตาของนานาชาติเมื่อรัฐบาลไทยหันมาเชื่อมสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐที่แสดงทีท่าห่างเหินต่อไทย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยญี่ปุ่นกลับมองว่าการที่ไทยเชื่อมสัมพันธ์กับจีนมากขึ้นนั้นไม่มีนัยแฝงใด อีกทั้งเป็นผลดีในการคานอำนาจกับสหรัฐด้วย
ข่าวคราวสภาพเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวในรัฐบาลปัจจุบัน เป็นที่น่าจับตาของนานาชาติเมื่อรัฐบาลไทยหันมาเชื่อมสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐที่แสดงทีท่าห่างเหินต่อไทย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยญี่ปุ่นกลับมองว่าการที่ไทยเชื่อมสัมพันธ์กับจีนมากขึ้นนั้นไม่มีนัยแฝงใด อีกทั้งเป็นผลดีในการคานอำนาจกับสหรัฐด้วย
เว็บไซต์ข่าวเดอะดิโพลแมทในญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ความห่างเหินระหว่างสหรัฐที่มีต่อไทยหลังจากการทำรัฐประหารเมื่อเดือน พ.ค. 2014 นั้น ประกอบกับการที่ไทยตัดสินใจจะซื้อเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำจากจีน อีกทั้งส่งตัวชาวอุยกูร์จำนวน 109 คนกลับจีน สร้างความกังวลว่าไทยกำลังใช้นโยบายต่างประเทศในการเข้าหาจีนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม โนบุฮิโระ ไอซาวะ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคิวชู และอดีตนักวิจัยจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ระบุว่า นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลไทยปัจจุบันไม่ได้เน้นกระชับความสัมพันธ์กับจีนแต่อย่างใด
ไอซาวะ เสริมว่า หากเปรียบเทียบรัฐบาลปัจจุบันกับรัฐบาลที่ผ่านมาของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่เห็นความแตกต่างในการเชื่อมสัมพันธ์พบปะเยี่ยมเยียนประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างจีนและญี่ปุ่น
ขณะเดียวกัน ไอซาวะ ระบุเพิ่มเติมว่า แม้จีนกำลังมีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ไทยก็ยังแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจจากประเทศอื่นๆ อย่างเกาหลีใต้และอินเดียอีกด้วย
ไอซาวะ ระบุว่า ไม่เพียงแค่ไทยต้องการรักษาการกระชับความสัมพันธ์ต่างประเทศที่หลากหลาย ไทยยังต้องการรักษาสถานะความเป็นศูนย์กลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจีนมีความพยายามที่จะขึ้นมาเป็นศูนย์กลางเช่นเดียวกัน เห็นได้จากการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลาย
ในด้านนี้ ไอซาวะ ระบุเพิ่มเติมว่า นโยบายหลักทางต่างประเทศของไทย คือการคงสถานะความเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยดำเนินมาหลายสิบปีแล้ว ด้วยการสนับสนุนด้านความร่วมมือทางกองทัพจากสหรัฐ และการเข้ามาลงทุนในไทยของญี่ปุ่น โดยทั้งสองปัจจัยนี้มีความสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไม่แพ้บทบาทของจีนที่มีต่อไทยเช่นกัน
“การได้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นประโยชน์หลักของไทย ดังนั้นไม่ว่าจะรัฐบาลไหนก็ต้องดำเนินงานเพื่อคงสถานะนี้ไว้” ไอซาวะ กล่าว
ทางด้านความมั่นคงของประเทศ ไอซาวะ ระบุว่า แม้จะดูเหมือนมีนัยบางอย่างจากการที่ไทยหันไปให้ความสำคัญกับจีนมากขึ้นนั้น แท้จริงเป็นผลมาจากการที่สหรัฐเริ่มเหินห่างกับไทยก่อนนั่นเอง
ไอซาวะ ระบุอ้างเจ้าหน้าที่จากทางการไทยเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยพึ่งพิงสหรัฐมากเกินไป ดังนั้นการที่ไทยเชื่อมสัมพันธ์กับจีนจะมีส่วนช่วยคานอำนาจจากสหรัฐมากกว่าเป็นการแฝงนัยทางการเมืองใด
“คนอื่นๆ มักมองว่าภูมิภาคนี้ให้ความสำคัญกับจีนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเหินห่างกับสหรัฐ เพียงแต่ภูมิภาคนี้ไม่สามารถเปลี่ยนกลยุทธ์นี้ได้” ไอซาวะ ทิ้งท้าย







