posttoday
เช็กอาการส่งออกไทยครึ่งปีแรก 2558

เช็กอาการส่งออกไทยครึ่งปีแรก 2558

14 สิงหาคม 2558

โดย...วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์

โดย...วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์

ในปี 2558 นี้ เป็นปีที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งที่คนไทยและอีกกว่า 600 ชีวิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทราบกันดี นั่นก็คือการมีผลบังคับใช้หรือการเข้าสู่ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ ASEAN Economic Community (AEC) อย่างเต็มตัวในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 โดยบทความนี้จะเป็นการทบทวนถึงสภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนกับการร่วมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
ดังกล่าว

สำหรับประเทศไทยในฐานะพี่ใหญ่หรือผู้นำในภูมิภาคอาเซียน มีปัจจัยที่ไม่ค่อยสู้ดีนักในรอบปีที่ผ่านมา มาดูหัวใจของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันซึ่งก็คือ “การส่งออก” เหตุที่การส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย ก็เพราะกว่า 75% ของ GDP ทั้งหมดของไทยในปี 2557 เป็นการส่งออกสินค้าและบริการ

ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว (ปี 2533) สัดส่วนดังกล่าวคิดเป็นเพียง 34% ของ GDP ของไทยเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเราฝากรายได้ประชาชาติที่สะท้อนความกินดีอยู่ดีหรือระดับมาตรฐานการครองชีพของคนทั้งประเทศอยู่กับความต้องการหรือปริมาณเสนอซื้อจากต่างประเทศ (Foreign/External demand) ยามใดที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าอยู่ในช่วงไม่ปกติ ถดถอย หรือชะงักงัน แน่นอนว่าเศรษฐกิจของไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การที่เราใช้นโยบายพึ่งพาการส่งออก (Export-led growth policy) ก็ไม่ได้ผิดแปลกไปจากประเทศอื่น สำหรับคู่ค้าหลักด้านการส่งออกและนำเข้าของไทย อันดับหนึ่ง คือ จีน ซึ่งในปี 2557 มีมูลค่าการค้ารวมทั้งสิ้นกว่า 2.06 ล้านบาท คิดเป็น 14% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดของไทย รองลงมาเป็นญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย ซึ่งมีสัดส่วน 12.6%, 8.4% และ 5.6% ตามอันดับ(4 ประเทศรวมกันมีสัดส่วนกว่า 40%) ของการค้ารวมทั้งหมด ซึ่งภาพในปี 2558 (ม.ค.-มิ.ย.) ไม่แตกต่างกันมากนัก คู่ค้าหลักยังคงเป็น 4 ประเทศนี้

กว่า 65% ของการส่งออกของไทยในปี 2557 คือการส่งออกไปยังทวีปเอเชียด้วยกัน รองลงมาเป็นทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรปตามลำดับ ในขณะที่การนำเข้าพบว่าไทยนำเข้าจากทวีปเอเชียด้วยกันมากที่สุดเช่นกัน (73% ของการนำเข้าทั้งหมด) รองลงมาเป็นทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือ โดยทิศทางของคู่ค้าสำคัญในระดับทวีปไม่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อมองในมุมของมูลค่า ครึ่งปีแรกของปี 2558 (ม.ค.-มิ.ย.) มูลค่าการส่งออกของไทยอยู่ที่ 3,477 พันล้านบาท ซึ่งลดลงกว่าครึ่งปีแรกของปี 2557 ประมาณ 4% ที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 3,621 พันล้านบาท หรือลดลงประมาณ 1.44 แสนล้านบาท

ในแง่ของการนำเข้า ครึ่งปีแรกของปี 2558 ไทยนำเข้าทั้งสิ้น 3,405 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนประมาณ 2.56 แสนล้านบาท หรือลดลงกว่าร้อยละ 7 ในแง่ของดุลการค้า ครึ่งปีแรกของปี 2557 ไทยขาดดุลการค้า 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกปี 2558 เราได้ดุลการค้าประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท สาเหตุใหญ่ไม่ใช่เพราะส่งออกเพิ่มขึ้น แต่เป็นการนำเข้าที่ลดลงอย่างมหาศาล

เมื่อพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมเป็นรายเดือนและรายไตรมาส พบว่าการส่งออกในเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 6.03 แสนล้านบาทลดลง 5.1% จากเดือน มิ.ย.ปีก่อนหน้า (เมื่อคิดเป็นมูลค่าดอลลาร์สหรัฐ ลดลงกว่า 7.9%) ซึ่งการลดลงในหน่วยเงินบาทนี้ไม่ได้รุนแรงที่สุดในรอบปี เพราะเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกของไทยลดลงกว่า 6.8%

เมื่อพิจารณาเป็นรายไตรมาส พบว่า ไตรมาสแรกของปี 2558 ไทยส่งออกทั้งสิ้นกว่า 1.73 ล้านล้านบาท นำเข้า 1.71 ล้านล้านบาท ได้ดุลการค้าประมาณ 2.63 หมื่นล้านบาท โดยการส่งออกไตรมาสแรกปี 2558 ลดลง 4.4% เมื่อเทียบกับการส่งออกไตรมาสแรกเมื่อปีก่อนหน้า

ขณะที่การส่งออกในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกเล็กน้อย มีมูลค่าทั้งสิ้น 1.74 ล้านล้านบาท นำเข้า 1.69 ล้านล้านบาท และได้ดุลการค้า 4.56 หมื่นล้านบาท มูลค่าการส่งออกลดลงร้อยละ 3.5 จากไตรมาส 2 ของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ได้มีข้อมูลที่ดีอยู่บ้าง เนื่องจากไทยยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดในประเทศคู่ค้าไว้ได้ เช่น ส่วนแบ่งตลาดสหรัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.28 (จากเดิมร้อยละ 1.16) ส่วนแบ่งตลาดจีนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.22 (จากเดิมร้อยละ 1.95) ส่วนแบ่งตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.13 (จากเดิมร้อยละ 2.68)

มาดูกันต่อในการส่งออกกับทวีปต่างๆ เราทราบแล้วว่าเอเชียคือคู่ค้าหลักของไทย รองลงมาคือทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือ อย่างไรก็ตาม พบว่าการส่งออกและการนำเข้าของไทยครึ่งปีแรกมีการลดลงสำหรับการค้ากับเอเชียและยุโรป โดยส่งออกไปเอเชียลดลง 5.55% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2557 ขณะที่ส่งออกไปยุโรปลดลงถึง 8.17% ทั้งนี้ การค้ากับสหรัฐอเมริกาปรับตัวดีขึ้น กล่าวคือการส่งออกเพิ่มขึ้น 7.05% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นเช่นกันกว่า 12.87% และในแง่ของดุลการค้า พบว่าไทยได้ดุลกับทุกทวีปยกเว้นเอเชียที่ขาดดุลการค้าประมาณ 2.83 แสนล้านบาทในครึ่งปีแรก

เราอยากรู้ว่าไทยส่งออกไปประเทศไหนในอาเซียนลดลง? แน่นอนว่าเราจะไม่พิจารณาทุกประเทศในอาเซียนเพราะความสำคัญไม่เท่ากัน หากพิจารณาเฉพาะตลาดหลัก พบว่าครึ่งปีแรกปี 2558 ไทยส่งออกไปจีน (คู่ค้าด้านการส่งออกอันดับ 2 ของไทย)ทั้งสิ้น 3.74 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงจากครึ่งปีแรกปี 2557 กว่า 6.23% โดยไทยส่งออกไปจีนลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2555

นอกจากจีนแล้ว ไทยยังส่งออกไปญี่ปุ่นลดลงเช่นกัน โดยมูลค่าการส่งออกลดลงกว่าร้อยละ 5.74 ขณะที่ส่งออกไปฮ่องกง มาเลเซีย และอินโดนีเซียลดลงกว่า 9.47% 15.78% และ 17.4% ขณะที่ส่งออกไปเวียดนาม กัมพูชา และอินเดียเพิ่มขึ้น 18.49% 7.5% และ 1.31% ในภาพรวมของการค้ากับอาเซียนทั้ง 9 ประเทศ ครึ่งปีแรกไทยส่งออกไป 9.03 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อนร้อยละ 3.31 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2552 ที่ไทยส่งออกไปยังอาเซียนลดลง

กระทรวงพาณิชย์ถึงการปรับลดเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยปี 2558 จากเดิมที่ตั้งเป้าว่าจะมีการเติบโตในการส่งออกร้อยละ 1.2 เป็นติดลบร้อยละ 3 (ซึ่งแปลว่ามีการคาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2558 จะอยู่ที่ 7.0937 ล้านล้านบาท ซึ่งในอีก 6 เดือนข้างหน้า ยังขาดมูลค่าการส่งออกอีก 3.6178 ล้านล้านบาท ที่จะทำให้ถึงเป้าหมายหรือการคาดการณ์ดังกล่าว)

อย่างไรก็ตาม ผมมีความเห็นว่ากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศควรร่วมมือกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ EXIM Bank ในการร่วมแก้ไขปัญหาและ
ชูนโยบายเพื่อสนับสนุนให้การค้าในสินค้าในครึ่งปีหลังปี 2558 เป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ณ ตอนนี้ต้องมีแผนเชิงรุกออกมาเพื่อให้เอกชนได้ตื่นตัวกับสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่สู้ดีนัก

เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา คู่ค้าหลักของไทยอย่างจีนได้ลดค่าเงินหยวนของตัวเองกว่าร้อยละ 2 ซึ่งมองผลกระทบ ณ ตอนนี้ได้ 3 มุม คือ 1) ในตลาดโลก ราคาสินค้าจีนจะยิ่งมีราคาถูกขึ้นไปอีก ทำให้สินค้าไทยหลายชนิดแข่งขันได้ยากขึ้น อาจแก้ด้วยการใช้คุณภาพสินค้าที่ดีกว่าเข้าไปสู้

2) การที่เงินหยวนของจีนอ่อน แน่นอนว่าสินค้าไทยที่นำเข้าจะมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้บริโภคชาวจีน ในแต่ละปีไทยส่งออกสินค้าไปจีนในระดับ 7-8 แสนล้านบาท ซึ่งการลดค่าเงินตรงนี้ก็อาจมีการส่งออกของไทยได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3) การอ่อนค่าของเงินหยวนมีผลทำให้เงินสกุลอื่นในภูมิภาคอ่อนค่าตามไปด้วย โดยเงินเกาหลี สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และไทยอ่อนค่าลงร้อยละ 1, 0.7, 0.4 และ 0.35 ตามลำดับ

การอ่อนค่าลงของบาทไทยไม่อยากให้มองในแง่บวกจากการส่งออกอย่างเดียว เพราะผู้ประกอบการไทยบางรายมีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วย พวกเขาเหล่านั้นก็จะต้องนำเข้าเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ มาในราคาที่สูงขึ้น ยกเว้นว่าจะประกอบธุรกิจหรือลงทุนในกิจการที่ได้รับการงดเว้นภาษีนำเข้า นอกจากนั้นยังมีมุมของการท่องเที่ยวต่างประเทศด้วย เพราะทำให้ต้องใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกเงินดอลลาร์จำนวนเท่าเดิม โดยจะกระทบโดยตรงต่อนักธุรกิจและนักเรียนนักศึกษาที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท