posttoday
จีนปฏิวัติเสรีหยวนดันขึ้นสกุลเงินสากล

จีนปฏิวัติเสรีหยวนดันขึ้นสกุลเงินสากล

14 สิงหาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

นับเป็นวันที่ 3 แล้วที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ดำเนินมาตรการลดค่าเงินหยวนอย่างที่ไม่เกรงใจนานาชาติที่ได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน โดยจีนเริ่มประกาศปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนลง 1.9% เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา และปรับลงอีก 1.6% ในวันพุธและอีก 0.3% เมื่อวานนี้ โดยภาพร่วมสัปดาห์นี้สกุลเงินหยวนร่วงลงแล้วถึง 3.1%

กรณีดังกล่าวกลายเป็นการสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่า นอกจากการลดค่าเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว จีนกำลังเปิดเสรีตลาดการเงินเพื่อยกระดับสถานะเงินหยวนหรือไม่?

หากเป็นจริงก็ถือเป็นการปรับทิศทางนโยบายครั้งใหญ่ของจีนเลยทีเดียว เนื่องจากจีนมีนโยบายในการกำหนดทิศทางตลาดมาโดยตลอด โดยรัฐจะเป็นผู้ชี้นำและอุ้มตลาดมาโดยตลอดและแทบไม่ค่อยปล่อยให้ “ตลาด” เป็นตัวกำหนดราคาและอัตราดอกเบี้ย

แม้ในปัจจุบันทางการจีนจะอนุญาตให้มีการโอนเงินหยวนข้ามแดนได้ในปริมาณที่มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันยังคงจำกัดกรอบการแกว่งตัวของค่าเงินหยวนไม่ให้ขึ้นลงเกิน 2% ต่อวัน

เช่นเดียวกันถึงแม้นักลงทุนต่างชาติจะสามารถเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นในจีนได้ง่ายขึ้น แต่รัฐบาลก็ยังจำกัดปริมาณการเข้าลงทุนของนักลงทุนในแต่ละวันอยู่ดี ทำให้นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ต้องลงทุนผ่านเอชแชร์ที่ตลาดหุ้นฮ่องกง

ตลาดหุ้นและตลาดการเงินจีนดูมีความเสถียรภาพดีภายใต้การชี้นำและการประคับประคองของรัฐบาล เห็นได้จากการที่สภาพเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างมาก แต่นักลงทุนก็ยังคงแห่แหนเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะเข้ามาอุ้มหากเกิดวิกฤต

กรณีดังกล่าวกลายเป็นดาบสองคมในที่สุด เมื่อตลาดหุ้นจีนได้รับแรงหนุนจากการหั่นดอกเบี้ยของพีบีโอซีและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจนทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเมื่อช่วงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนจะร่วงลงมาอย่างรุนแรง แม้รัฐบาลจีนจะพยายามออกนโยบายเพื่อกระตุ้นตลาดอย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถชะลอการร่วงของตลาดหุ้นได้

กลายเป็นการจุดประเด็นคำถามสำคัญว่า “แท้จริงแล้วเศรษฐกิจแบบชี้นำของจีนยังใช้ได้อยู่หรือไม่?”

จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ทางผู้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางค่าเงินจีนอาจเริ่มตั้งข้อสังเกตแล้วว่า การให้รัฐชี้นำเงินหยวนแทนตลาดอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปและกำลังส่งสัญญาณจะให้เสรีแก่เงินหยวนมากขึ้น

นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว จีนยังมีความพยายามในการผลักดันเงินหยวนให้เป็นหนึ่งในสกุลเงินสากล ซึ่งโจทย์ยากที่สุดในขณะนี้คือการผลักดันให้หยวนเป็นหนึ่งในสกุลค่าเงินที่มีสิทธิถอนเงินพิเศษ (เอสดีอาร์) ร่วมกับสกุลเหรียญสหรัฐ ยูโร ปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ และค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ของ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

ทั้งนี้ หยวนเป็นสกุลเงินที่มีอัตราการใช้ในการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศอย่างแพร่หลาย โดยมีสัดส่วนคิดเป็น 10% ของมูลค่าการแลกเปลี่ยนทั้งโลก และการชำระเงินทั่วโลกมีการใช้หยวนมากถึง 2%

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศที่นักวิเคราะห์เก็งกันว่าหยวนน่าจะกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างแน่นอน ไอเอ็มเอฟกลับชะลอการพิจารณาเงินหยวนเป็นหนึ่งในเอสดีอาร์ออกไปเป็นเดือน ก.ย. 2016 

แม้ไอเอ็มเอฟจะให้เหตุผลว่า การเข้าเป็นเอสดีอาร์ของเงินหยวนจะทำให้ตลาดตื่นตระหนกเกินไป แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์กลับออกไปในทางที่ว่าจีนยังไม่ให้ตลาดมีอิทธิพลในการกำหนดค่าเงินหยวนอย่างเต็มที่ ทำให้สกุลเงินหยวนยังขาดความน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประเทศคู่ค้าของจีนอย่างสหรัฐว่า จีนต้องลดการควบคุมเงินหยวน หากต้องการเข้าร่วมกับระบบการเงินโลก โดยก่อนหน้านี้สหรัฐมักวิจารณ์เสมอว่าจีนพยายามกดให้ค่าเงินของตนอ่อนเพื่อกระตุ้นการส่งออก ซึ่งไม่ยุติธรรมต่อคู่ค้าอย่างสหรัฐ

ดังนั้น การปลดปล่อยเงินหยวนจากการควบคุมจึงสำคัญมากต่อนโยบายการผลักดันเงินหยวนเป็นหนึ่งในสกุลเงินสากลของโลก

ทั้งนี้ มีนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักวิเคราะห์ไว้ว่า การทำให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศก็จะทำให้จีนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35.5 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว

นอกจากนี้ การทำให้หยวนเป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติยังสำคัญต่อนโยบายในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน ในฐานะกลไกสนับสนุนธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) และโครงการรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเล

โดยโครงการเส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเลจะเน้นการพัฒนาโครงการเพื่อร้อยรัดเอเชียเข้ากับยุโรป โดยโครงการดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งจีนก็จะให้เอไอไอบีสำหรับเป็นแหล่งทุนในการให้แต่ล่ะประเทศกู้เพื่อพัฒนา ซึ่งจะให้กู้ในรูปแบบสกุลเงินหยวน ดังนั้นการยอมรับเงินหยวนในระดับสากลจึงมีความสำคัญมากต่อโครงการนี้ของจีน

แม้จะมีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่ามหกรรมการปรับลดค่าเงินของจีนในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการหั่นค่าเงินมีความสำคัญมากต่อการสร้างความได้เปรียบให้สินค้าส่งออกของจีน โดยค่าเงินต่ำจะไปทำให้ราคาสินค้าของจีนถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศที่มีสกุลเงินแข็งกว่าทำให้เกิดแรงซื้อมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ กลับระบุว่า กรณีดังกล่าวไม่น่าจะเป็นจริง เนื่องจากปัญหาของเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ภาคการส่งออก แม้การส่งออกซึ่งถือเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจจีนในขณะนี้ที่จะชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลกก็ตาม

แต่ปัญหาที่แท้จริงกลับอยู่ที่ภาคการลงทุนในประเทศ ทั้งภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ภาคการเงินที่ชะลอตัวจากการแฟบลงของฟองสบู่หุ้นจีน และการบริโภคภายในประเทศที่ยังคงซบเซาต่างหากที่เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ดังนั้น การหั่นเงินหยวนเพื่อกระตุ้นส่งออกจึงแทบไม่มีความหมายต่อสภาพเศรษฐกิจจีนในขณะนี้ ซึ่งทางพีบีโอซีน่าจะเข้าใจในประเด็นนี้ดี การลดค่าเงินหยวนจึงน่าจะมีจุดประสงค์เพื่อเตรียมตัวปล่อยเงินหยวนให้อยู่ภายใต้การชี้นำของตลาดมากกว่าความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ยืนยันได้จากถ้อยแถลงของ จางเสี่ยวหุย ผู้ช่วยผู้ว่าการพีบีโอซี ที่ระบุว่า ไม่มีหลักฐานว่าเงินหยวนจะอ่อนลงอย่างถาวรและมีนัยสำคัญ พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่าค่าเงินหยวนร่วงลงมาถึงระดับเดียวกับตลาดแล้ว หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ พีบีโอซีกำลังปรับลดค่าเงินหยวนให้มาอยู่ในระดับเดียวกับตลาดนั่นเอง

นอกจากนี้ อี้กัง รองผู้ว่าการพีบีโอซี ยืนยันว่า จีนเตรียมจะให้เสรีในการลงทุนตลาดเงินตราภายในประเทศเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในจีนมากขึ้น เพื่อ “เปิดเสรีตลาดการเงิน” โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากการปรับอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงค่าเงินหยวนกับเหรียญสหรัฐ

การให้เสรีเงินหยวนเท่ากับว่าค่าเงินจะอ่อนลงอีกไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ แต่บลูมเบิร์กก็ระบุแล้วว่าจีนกำลังจุดชนวนสงครามค่าเงินขึ้นมาอีกครั้งในขณะนี้ โดยส่งผลให้ธนาคารกลางเวียดนามประกาศขยายกรอบความผันผวนเงินด่องเป็น 2% จากเดิมที่ 1% ส่งผลให้ค่าเงินอ่อนลง เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินแข็งเกินไป

ขณะที่ญี่ปุ่นคู่ค้ารายใหญ่อีกรายใหญ่ของจีน โคอิจิ ฮามาดะ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ด้านการนโยบายการเงิน แสดงความเห็นผ่านญี่ปุ่นว่าควรขยายนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มขึ้นอีก เพื่อลดผลกระทบต่อเงินเยนที่เกิดจากเงินหยวนอ่อนค่า

สัญญาณต่างๆ ในขณะนี้กำลังบ่งชี้ว่าจีนกำลังผ่อนคลายการควบคุมเงินหยวนมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว ในกรณีนี้สำหรับประเทศเล็กๆ จำเป็นที่จะต้องปรับใบเรือตามให้ทัน มิฉะนั้นกระแสแรงกระเพื่อมนี้อาจรุนแรงจนทำเรือคว่ำได้ทีเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท