posttoday
รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ แก้ปัญหาไม่ถูกจุด

รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ แก้ปัญหาไม่ถูกจุด

14 สิงหาคม 2558

แนวคิดเรื่อง “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” ถูกปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่อีกรอบด้วยกลไกที่จะเขียนล็อกในรัฐธรรมนูญ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แนวคิดเรื่อง  “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” ถูกปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่อีกรอบด้วยกลไกที่จะเขียนล็อกในรัฐธรรมนูญ บังคับให้การตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะต้องมีเสียงไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 หรือ 360 คน จาก สส. 450 คน โดยมี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ออกโรงชงเรื่องด้วยตัวเอง หวังว่าจะเป็นคำตอบช่วยยุติความขัดแย้งทางการเมือง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า นี่เป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ​

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลแห่งชาติจะเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ที่มีการเลือกตั้งแล้ว ​โดยเป็นการตัดสินใจของพรรคการเมือง ดังนั้น​จึงไม่แน่ใจว่าจะมีวิธีการเขียนให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติโดยไปบังคับให้พรรคการเมืองจะทำได้อย่างไร และคำถามคือ หากพรรคการเมืองที่ไปร่วมกันโดยไม่สมัครใจนั้น จะทำงานกันแบบไหน

นอกจากนี้ ถ้าจะไปทำประชามติว่าควรมีรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ แล้วสมมติประชาชนอยากได้รัฐบาลแห่งชาติ จะทำอย่างไรต่อ โดยปกติแล้วคำถามลักษณะนี้ไม่สามารถจะทำประชามติได้ คนทำกติกาตอนนี้คิดเรื่องปลายเหตุมากกว่าต้นเหตุ ความหมายก็คือ มองว่าปัญหาของประเทศคือความขัดแย้ง แต่ไม่ได้มองว่าความขัดแย้งมันเกิดขึ้นได้อย่างไร มันเป็นการวินิจฉัยปัญหาที่ไม่ตรงจุด ​ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของประชาธิปไตย

นิพิฏฐ์​ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลแห่งชาติเกิดยาก เพราะตามปกติการที่แต่ละพรรคการเมืองจะร่วมรัฐบาลจะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ และยินยอมของแต่ละพรรค แต่การไปกำหนดล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญให้มีรัฐบาลแห่งชาติที่จะต้องมีเสียงเท่านั้นเท่านี้ เปรียบเสมือนเป็นการคลุมถุงชน

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย จะเห็นว่ารอบ 10 ปีที่ผ่านมา แนวคิดแนวนโยบายต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง หากจะให้มาจับมือกันบริหารประเทศคงไปเป็นได้ยาก และในช่วงหาเสียงแต่ละพรรคต้องแข่งกันนำเสนอนโยบายที่ไม่เหมือนกัน หากวันหนึ่งเขียนล็อกให้มาจับมือเป็นรัฐบาลแล้วพอถึงเวลาต้องร่วมกันเขียนนโยบาย แล้วจะเขียนอย่างไรเพราะนโยบายแต่ละพรรคแตกต่างกัน จะนำนโยบายเรื่องไหนจากพรรคใดเป็นหลัก ที่สำคัญหากรวมตัวกันได้จริง แต่เมื่อทำงานไปได้สักระยะย่อมต้องมีความขัดแย้ง และสุดท้ายก็จะทำงานด้วยกันลำบาก และอยู่ร่วมกันไม่ได้ในที่สุด

ส่วนประเด็นที่คิดว่ารัฐบาลปรองดองจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้ง ก็ต้องย้อนไปว่าเป็นการนิยามความขัดแย้งที่ผิด คิดว่าปัญหาความขัดแย้งเกิดจากประชาธิปัตย์และเพื่อไทย หรือฝ่ายค้านกับฝ่ายบริหาร หากตั้งต้นอย่างนี้ก็จะเหมือนการกลัดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก ที่สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ​และอาจจะยิ่งทำให้เกิดปัญหามากขึ้นกว่าเดิม

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)​ กล่าวว่า จุดอ่อนของรัฐบาลปรองดองแห่งชาติคือการตรวจสอบ ที่หากรัฐบาลมีเสียงมากเกินไปอาจกลายเป็นรัฐบาลเผด็จการ ซึ่งถ้ามีการทุจริตจะไม่มีใครตรวจสอบได้ก็จะเป็นปัญหาตามมา แทนที่จะแก้วิกฤตอาจก่อให้เกิดวิกฤตขึ้นมาแทนได้

ดังนั้น การจะมีรัฐบาลแห่งชาติจึงอาจไม่ใช่การทำให้มีเสียง 4 ใน 5 แต่อาจจะเป็น 2 ใน 3 ให้มีเสียงอีก 1 ใน 3 เพื่อตรวจสอบได้ และต้องสร้างกลไกเอื้อต่อการตรวจสอบด้วย ที่สำคัญการไปบังคับให้สองพรรคใหญ่ ซึ่งเหมือนน้ำกับน้ำมันให้มาทำงานรวมกัน หากทำแล้วไม่เรียบร้อยก็ไม่มีประโยชน์

ด้าน ​ชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลปรองดองแห่งชาติเป็นความต้องการส่วนบุคคลของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเอง และถ้าจะต้องการเช่นนั้นจริงๆ ให้ไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีรัฐบาลแห่งชาติเลย เพราะประชาชนต้องลงประชามติในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

“ความคิดเรื่องนี้น่าจะมาจากความอยากให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ มองว่าคนอยากปรองดองเลยจะได้ลงมติรับรัฐธรรมนูญ แต่ที่น่าคิดก็คือ ไปกำหนดว่าเสียงรัฐบาลต้องถึง 4 ใน 5 เป็นไปได้ว่าเป็นการเปิดทางนายกฯ คนนอก การกำหนดเสียงไว้เช่นนั้นโอกาสที่พรรคการเมืองจะเป็นนายกรัฐมนตรีคงลำบาก ผมเห็นว่าเป็นความคิดเลอะเทอะของผู้เสนอ เป็นกรอบความคิดหนึ่งในหลายๆ เรื่อง เช่น ให้ ครม.สรรหาวุฒิสมาชิก ให้มีซูเปอร์บอร์ดคณะกรรมการยุทธศาสตร์และปรองดองแห่งชาติ ล้วนแล้วแต่สวนทางกับวิถีทางประชาธิปไตยทั้งสิ้น” ชูศักดิ์ กล่าว

จตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า รัฐบาลปรองดองแห่งชาติถือว่าเป็นเจตนาที่ดีและจะเกิดขึ้นได้ ถ้าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตย แต่เมื่อดูเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ทั้งที่มานายกรัฐมนตรีที่สามารถเป็นคนนอกได้ ที่มา สว.ที่มาจากอำนาจคณะรัฐมนตรี 123 คน จะเห็นว่าไม่เหลืออำนาจให้ประชาชนไว้เลย

การที่จะมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ มีพรรคการเมืองเสียง 4 ใน 5 ที่จะจับมือร่วมกัน จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าได้นายกรัฐมนตรีที่ไม่ใช่บุคคลพิเศษ หรือเป็นพวกเดียวกันกับคณะกรรมมาการยุทธศาสตร์ฯ เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยพรรคการเมืองมีเสียง 4 ใน 5 ก็จะไม่สามารถบริหารประเทศได้ บ้านเมืองก็จะเข้าสู่วิกฤตได้ การทำแบบนี้ไม่มีประเทศใดในโลกเขาทำกัน ไม่มีใครกล้าคิดแบบนี้ เป็นการดูถูกประชาชน และประเทศไทยจะถูกนานาชาติมองเป็นตัวตลก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท