
จุดเปลี่ยนโค้งสุดท้าย รธน.เสี่ยงล่มกลางทาง
การเมืองนับจากวันนี้ไปต้องจับตาไปที่อนาคตของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปอย่างใกล้ชิด
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเมืองนับจากวันนี้ไปต้องจับตาไปที่อนาคตของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากได้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายอย่างเป็นทางการแล้ว โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้วันที่ 22 ส.ค. จะเป็นวันที่ส่งร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นสุดท้ายให้กับ “เทียนฉาย กีระนันทน์” ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก่อนลงมติให้ สปช.เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในวันที่ 7 ก.ย.
วันที่ 7 ก.ย. จะเป็นหลักไมล์หลักแรกที่จะชี้ชะตาว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะได้ต่ออายุหรือไม่ เพราะหาก สปช.ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่า คสช.จะได้ทำงานต่อไปโดยปริยาย โดยจะดำเนินการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 21 คน ขึ้นมาทำหน้าที่เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้เสร็จภายใน 6 เดือน ก่อนส่งให้ประชาชนลงประชามติ
ทิศทางและแนวโน้มของเสียง สปช. ณ ตอนนี้ ต้องถือว่าต่างจากเมื่อเดือนก่อนอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ เดิมที สปช.จำนวนไม่น้อยคิดว่าจะลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมองว่าแม้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญจะมีหลายประเด็นที่ไม่เห็นด้วย แต่ในภาพรวมแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ให้หลักประกันเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไม่น้อยไปกว่ารัฐธรรมนูญในอดีต จึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช.ได้
ทว่า มาในเวลานี้ สปช.เริ่มมองร่างรัฐธรรมนูญในมุมที่แตกต่างออกไป และสมควรจะลงมติให้ผ่านหรือไม่ ภายหลังคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้สร้างประเด็นที่กำลังจะเป็นปัญหาต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถึง 3 ประเด็น
ประเด็นที่ 1 ที่มาของวุฒิสภา ก่อนหน้านี้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ออกแบบให้ สว.มีจำนวน 200 คน แบ่งเป็นจากการสรรหาผสมจับสลาก 123 คน ซึ่งมาจากคนหลากหลายอาชีพ และเลือกตั้ง 77 คน แต่ต่อมาเมื่อเจอกับกระแสคัดค้านเกี่ยวกับ สว.ที่มาจากการจับสลาก ส่งผลให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องปรับเปลี่ยนอีกครั้ง โดยทุกองค์ประกอบทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลว่าใน 3 ปีแรกให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เลือก สว.สรรหา
ประเด็นที่ 2 คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ มีจำนวน 23 คน แยกเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ซึ่งเลือกกันเองประเภทละ 1 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 11 คน ซึ่งแต่งตั้งตามมติรัฐสภาจากผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ
ประเด็นที่ 3 รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ เป็นไอเดียที่ออกมาจาก “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯ โดยระบุว่า “ให้ทุกพรรคการเมืองจับมือร่วมกันพัฒนาประเทศ หาก กมธ.เห็นด้วยก็จะส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเพื่อทำประชามติ โดยการจัดตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติต้องใช้เสียง สส.สนับสนุน 4 ใน 5 จาก 450 คน หรือใช้เสียง 360 คน ส่วนที่เหลือเป็นฝ่ายค้านเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศต่อไปอีก 4 ปี”
ทั้ง 3 ประเด็นใหญ่ดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ภายใต้คำถามที่สำคัญว่า “เป็นการสืบทอดอำนาจบริหารและนิติบัญญัติในรูปแบบใหม่หรือไม่”
อย่างกรณีการให้ ครม.สรรหา สว. 123 คน ก็เปรียบเสมือนการให้ คสช.สามารถเลือกคนของตัวเองเข้าไปเป็น สว.ได้ถึง 3 ปี โดยไม่มีหลักประกันในการตรวจสอบความโปร่งใสเกี่ยวกับการสรรหา
ไม่ต่างอะไรกับโครงสร้างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ซึ่งถ้าออกมาในรูปแบบนี้ เท่ากับว่าคนส่วนใหญ่ที่จะนั่งในตำแหน่งล้วนเป็นข้อต่อที่เชื่อมถึง คสช.แทบทั้งสิ้น
แต่นั่นยังไม่เป็นปัญหาเท่ากับข้อสงสัยว่าสมควรได้รับอำนาจเหนือรัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะการมีอำนาจ ยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลทางนิติบัญญัติหรือในทางบริหาร ให้ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งและการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้อำนาจดังกล่าวจะมีอยู่กับตัวเพียง 5 ปีก็ตาม
ขณะที่การผุดไอเดียตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ก็กลายเป็นการเปลือยคำตอบออกมาว่า “คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดให้นายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น สส.เพราะอะไร” เพราะต้องการให้นายกฯ คนนอกมาเป็นนายกฯ คุมรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ซึ่งถามว่าเวลานี้จะมีใครเหมาะสมกับการเป็นผู้นำรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ เท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. หรือผู้มีบารมีคนอื่นๆ ใน คสช.
ตรงนี้ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำลังออกแบบให้ทหารเข้ามามีบทบาทในกลไกฝ่ายนิติบัญญัติผ่านการให้ ครม.เลือก สว.สรรหา ไปจนถึงฝ่ายบริหารด้วยการเป็นผู้จัดการตั้งรัฐบาลผ่านแนวทางรัฐบาลแห่งชาติและมีอำนาจควบคุมรัฐบาลอีกชั้นด้วยกลไกของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ
รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปที่กำลังไปได้สวย แต่ ณ เวลานี้ กำลังเจอกับสถานการณ์ลูกผีลูกคน โดยมีแนวโน้มว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจล่มไม่เป็นท่า ภายหลังคณะ กมธ.ยกร่างฯ ตัดสินใจเล่นกับไฟในช่วงโค้งสุดท้าย







