
โลกเจอตอ
ช่วงหลังปี 2009 เป็นต้นมา เศรษฐกิจโลกสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยการเติบโตของตลาดทุน หรือการลงทุนลวง อันได้อานิสงส์จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐปั๊มเงินเข้าสู่ตลาดผ่านนโยบายคิวอี ซึ่งส่งอานิสงส์ไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก แม้ว่าในขณะนี้ภาคเศรษฐกิจจริงจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ก็ตามที แต่ก็มีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ยังพออุ้มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไว้ได้บ้าง
ช่วงหลังปี 2009 เป็นต้นมา เศรษฐกิจโลกสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยการเติบโตของตลาดทุน หรือการลงทุนลวง อันได้อานิสงส์จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐปั๊มเงินเข้าสู่ตลาดผ่านนโยบายคิวอี ซึ่งส่งอานิสงส์ไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก แม้ว่าในขณะนี้ภาคเศรษฐกิจจริงจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ก็ตามที แต่ก็มีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ยังพออุ้มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไว้ได้บ้าง
แต่ในขณะนี้ต้องเตือนกันว่า ทั้งภาคการลงทุนลวง หรือตลาดหุ้น ตลอดจนภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยกำลังเจอกับความเสี่ยงอย่างหนักจากทั้งสองด้าน เรียกได้ว่า หากเตรียมตัวรับมือไม่ดี คราวนี้จะแย่หนักครับ
ประการแรก ผลมาจากการปรับลดค่าเงินหยวนของจีนนั้น จะทำให้หลายต่อหลายประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกก็จะต้องเจอการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นจากสินค้าจีนที่มีราคาถูกลง การแข่งขันในตลาดโลกจะมีความดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ จากการหั่นค่าเงินของจีนในครั้งนี้
ประเทศไหนที่ส่งสินค้าไปขายในจีนก็ต้องประสบกับปัญหาสินค้าของตัวเองแพงขึ้น เห็นได้ชัดว่าบรรดาบริษัทในสหรัฐและยุโรปในช่วง 2 วันที่ผ่านมานั้นราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ร่วงลงอย่างรุนแรง เพราะบริษัทเหล่านี้พึ่งพาการขายสินค้าในจีนเป็นหลักครับ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทโทรคมนาคม บริษัทก่อสร้าง บริษัทที่ขายสินค้าฟุ่มเฟือย บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ เป็นต้น อย่างบริษัท แอปเปิ้ล ผู้ผลิตไอโฟนชื่อดังหุ้นก็ร่วงไปกว่า 5% เพราะว่าแอปเปิ้ลพึ่งการขายในตลาดจีนเป็นจำนวนมากเช่นกันครับ
นั่นคือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจภาคจริงที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก อย่างเช่นในประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออกมาถึง 70% ของกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจของทั้งประเทศ ปัญหานี้ไทยต้องปวดหัวอย่างแน่นอนครับ
ประการต่อมา คือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับการลงทุนลวง หรือในภาคตลาดทุน ที่จะต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงครึ่งปีหลังนี้นี่เอง
แน่นอนว่าหากสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่ กระแสทุนจะไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนามุ่งหน้าไปยังสหรัฐทันที ความปั่นป่วนที่จะเกิดขึ้นกับตลาดทุนและตลาดเงินของประเทศกำลังพัฒนานั้นคาดว่าจะรุนแรงไม่น้อยเช่นกันครับ
ปี 2015 นี้ มีความแตกต่างจากช่วงหลังปี 2009 อย่างชัดเจน ที่เศรษฐกิจโลกแทบจะไม่มีตัวช่วยอะไรทั้งสิ้นครับ หนำซ้ำยังไม่มีเขตเศรษฐกิจหลักใดๆ ของโลกที่จะมีความแข็งแกร่งพอที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจโลกได้
งานนี้มีแต่ความเสี่ยง เสี่ยงทั้งเศรษฐกิจภาคจริงที่ฟุบตัวหนัก และตลาดทุนที่เปราะบางต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดครับ







