posttoday
อำนาจเหนือรัฐ เปิดทาง คสช.อยู่ต่อ 5 ปี

อำนาจเหนือรัฐ เปิดทาง คสช.อยู่ต่อ 5 ปี

13 สิงหาคม 2558

ในที่สุด คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ออกแบบ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” นำมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุด คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ออกแบบ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” นำมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้อำนาจพิเศษตามมาตรานี้ 5 ปี

หากดูชื่อผิวเผินคงไม่มีอะไรใหม่ แต่เมื่อเพ่งไปถึงอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 260 กำหนดไว้ก็จะพบว่า “ใหญ่ล้นฟ้า” ใกล้เคียงกับมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว

โดยเฉพาะการกำหนดไว้ชัดเจนว่า “หากคณะรัฐมนตรีไม่มีเสถียรภาพจนไม่สามารถบริหารประเทศได้ กรรมการยุทธศาสตร์มีมติคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการสถานการณ์”

ที่สำคัญกว่าก็คือ เมื่อปรึกษากับ “ประธานศาลปกครองสูงสุด” และ “ประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ประธานกรรมการฯ มีอำนาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลทางนิติบัญญัติ หรือในทางบริหาร ให้ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งและการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

หันไปดูกรรมการโดยตำแหน่งที่ระบุไว้ว่าไม่เกิน 22 คน ประกอบด้วย ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ รวมถึงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งจากผู้ที่เคยเป็นประธานรัฐสภา เคยเป็นนายกรัฐมนตรี เคยเป็นประธานศาลฎีกา เลือกกันเองประเภทละ 1 คน รวมถึงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 11 คน

ดูโครงสร้างก็รู้ว่าหน้าตาของประธานกรรมการฯ น่าจะคล้ายๆ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นทั้งอดีต ผบ.ทบ. และมีภาพเป็น “ผู้รักษาความสงบ” มาโดยตลอด

ถามว่าอำนาจพิเศษจะถูกใช้ในกรณีใดบ้าง ยกตัวอย่างเช่น หากเกิดเหตุการณ์ “ชัตดาวน์” กรุงเทพฯ แบบเดียวกับเมื่อปี 2557 โดยที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมการบริหารประเทศได้ ประธานกรรมการชุดนี้สามารถมีอำนาจเต็ม “เหนือรัฐบาล” สามารถทำงานแทนรัฐบาลปกติในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าทันที 

รวมถึงไม่ต้องกังวลด้วยว่าสิ่งที่ตัดสินใจจะผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะมีการร่างไว้แล้วว่าให้ทุกสิ่งที่คณะกรรมการชุดนี้กระทำ “ชอบด้วยกฎหมาย”

ด้วยเหตุนี้ หากคณะรัฐมนตรีไม่มีเสถียรภาพ มีผู้ชุมนุมปิดถนน ขวางการเลือกตั้ง เผาสถานที่ราชการ หรือมีความรุนแรงอื่นๆ ผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่ต้องอาศัยอำนาจประกาศกฎอัยการศึก หรือทำการรัฐประหาร เพราะเพียงแค่คณะกรรมการชุดนี้เสนอแนวทางโดยที่ศาลรัฐธรรมนูญ-ศาลปกครองให้การรับรอง สามารถขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้แล้ว

หรืออาจหมายความชัดๆ ว่า หากจะเปลี่ยนรัฐบาลไม่จำเป็นต้องใช้แนวทางตามรัฐธรรมนูญหรือใช้ระบบรัฐสภาอีกต่อไป เพียงแค่ผ่าน “ซูเปอร์อำนาจเหนือรัฐ” ชุดนี้ ก็สามารถทำได้ทันที

ถามว่าทำไมจึงต้องมี “อำนาจเหนือรัฐ” คำตอบคงหนีไม่พ้นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กังวลกับความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น หลังเปลี่ยนผ่านจากระบอบทหารไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ด้วยมีบทเรียนว่า หลังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน วางมือ ปล่อยให้มีการเลือกตั้งตามปกติ เกิดความวุ่นวายขึ้นไม่รู้จบ

หลังจาก คมช.หมดอำนาจ สถานการณ์ทางการเมืองดำดิ่งลึกกว่าเดิม มีการชุมนุมของทุกกลุ่มสี รัฐบาลไร้เสถียรภาพ ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมากจากการชุมนุม และเศรษฐกิจของประเทศไร้พัฒนาการ

คสช.และคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จึงเชื่อว่า หากมีคณะกรรมการคอยเป็น “เงา” อยู่ข้างหลัง มากกว่าจะให้นักการเมืองมีอำนาจเต็มเป็นผู้เล่นด้วยตัวเองจะทำให้สถานการณ์อีก 5 ปีข้างหน้า หมดสิทธิวุ่นวายเหมือนในอดีตอีกต่อไป

เมื่อเชื่อในกรอบความคิดเดิม คือ นักการเมืองคือตัวการทำให้เกิดความวุ่นวาย รวมถึงเป็นตัวการสร้างความปั่นป่วนให้ประเทศตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จึงไม่อาจปล่อยอำนาจให้นักการเมืองตัดสินใจเอง รวมถึงไม่อาจสละอำนาจให้ประชาชนเลือกนักการเมือง เพื่อให้นักการเมืองมาบริหารประเทศ เหมือนระบอบประชาธิปไตยที่ทั่วโลกทำกัน

อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้สูงที่นักการเมืองทุกพรรคจะประสานเสียงไม่ยอมรับหลักเกณฑ์นี้ ด้วยเหตุว่าเมื่อรัฐบาลได้รับฉันทามติจากประชาชนผ่านรัฐสภา จึงไม่อาจที่จะมีอำนาจใดที่อยู่เหนืออำนาจรัฐขึ้นอีก

รวมถึงประเด็นใหญ่ที่บรรดานักการเมือง รวมถึงนักวิชาการ-ประชาชนจะถามถึง ก็คือเพราะเหตุใดสัดส่วนของคณะกรรมการจึงต้องให้อำนาจอดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพ อดีตนายกฯ เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งที่คนเหล่านี้ไม่ได้มาจากประชาชน และไม่ได้มีภาระหน้าที่ในการรับผิดชอบบ้านเมืองใดๆ ตามรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยว่า นี่คือหลักฐานชัดๆ ว่าเป็นการ “สืบทอดอำนาจ” ให้ทหารและชนชั้นนำยังมีบทบาทนำ รวมถึงมีอำนาจสูงสุดของประเทศ แทนที่จะเป็นประชาชนมีอำนาจสูงสุด

เมื่อฝ่ายการเมืองไม่ยอมรับ และประชาชนเองก็ไม่เห็นประโยชน์ มีความเป็นไปได้ที่การประชามติที่จะเกิดขึ้น มีสิทธิไม่ผ่านความเห็นชอบโดยประชาชน

แต่หาก คสช.-คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจได้ และทำให้เสียงส่วนใหญ่คล้อยตามด้วย โดยยกเหตุเรื่อง “ความสงบเรียบร้อย” เป็นเหตุผลสำคัญ

การลงประชามติอาจกลายเป็น “ตราประทับ” รับรองการอยู่ในอำนาจต่อของ คสช.อีก 5 ปี โดยไม่ต้องตอบคำถามเรื่อง “ที่มา” อีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง