posttoday
กรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปฯ แก้วิกฤตหรือเพิ่มขัดแย้ง

กรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปฯ แก้วิกฤตหรือเพิ่มขัดแย้ง

13 สิงหาคม 2558

ทันทีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เห็นชอบให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติในมาตรา 260

โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

ทันทีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เห็นชอบให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติในมาตรา 260 โดยมีอำนาจสร้างความปรองดองรวมถึงระงับเหตุที่อาจนำไปสู่การเกิดความรุนแรง

บรรดานักการเมืองผู้เตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อขอบเขตการใช้อำนาจของกรรมการชุดดังกล่าว

วิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มองว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปฯ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งขึ้นมา จะเป็นการสืบทอดอำนาจที่ไม่ถูกต้องและส่งผลให้รัฐบาลในอนาคตที่มาจากการเลือกตั้งทำงานไม่ได้ ขับเคลื่อนประเทศไม่ได้ กลายเป็นว่ามีรัฐบาลซ้อนรัฐบาล เดิมการทำงานของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยมีกลไกและเครื่องมือการทำงานทั้งระบบในสภา องค์กรอิสระ ดังนั้นสิ่งที่กมธ.หรือรัฐบาลคณะนี้ควรจะทำคือ ทำให้เกิดความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญว่าเป็นประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์ประชาชนพร้อมทั้งเร่งทำให้การปฏิรูปได้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งเพื่อให้เป็นสัญญาประชาคมต่อไปให้รัฐบาลในอนาคตได้สานต่อ

ขณะที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า โค้งสุดท้ายของการร่างรัฐธรรมนูญทำให้เห็นโรดแมปของจริงว่า การยึดอำนาจคราวนี้ทำเพื่อสร้างกลไกคุมอำนาจต่อเนื่องไปอีกหลายปี เป็นการสถาปนาอำนาจรัฐเหนืออำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยเฉพาะคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปฯ นั้น เท่ากับต่อท่อให้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาแฝงตัวในระบบ หากพิจารณาจากองค์ประกอบและที่มาของคณะกรรมการชุดนี้ก็ประเมินได้ว่า เสียงส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่กับรัฐบาลเลือกตั้งและสามารถจัดการกับรัฐบาลซึ่งไม่เป็นที่ต้องการได้ทันทีที่โอกาสมาถึง

“ดังนั้นการอ้างว่าให้อำนาจพิเศษกับกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปฯ เพื่อใช้แก้วิกฤตเป็นคำอธิบายที่ขัดกับหลักสากล เพราะในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายจะไม่มีสถานการณ์ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้แต่ที่เกิดหลายครั้งในประเทศไทยนั้น เพราะบางองค์กรและบางบุคคลที่ควรทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญหรือตามคำสั่งของรัฐบาลกลับเป็นฝ่ายร่วมสร้างวิกฤตขึ้นเอง เพื่อเปิดช่องให้เกิดการกระทำที่อ้างว่าแก้วิกฤต อาทิ รัฐประหาร หรือการย้ายขั้วทางการเมือง ซึ่งแท้จริงแล้วมีความหมายเพียงแค่เปลี่ยนรัฐบาลให้เป็นฝ่ายตนเท่านั้นแต่ความขัดแย้งยังคงอยู่และขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ”

“ถ้ารัฐธรรมนูญออกมาแบบนี้น่าห่วงว่าความขัดแย้งใหญ่จะรออยู่ข้างหน้า และ คสช.ต้องรับผิดชอบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งนี้บทเรียนของการรัฐประหารซึ่งถูกกดดันอย่างหนักจากนานาชาติ ทำให้เครือข่ายอนุรักษนิยมต้องออกแบบวิธีใหม่ในการสกัดกั้นพัฒนาการของฝ่ายเสรีนิยม และผลสรุปก็คือสูตรรัฐประหารสำเร็จรูปที่บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้”

ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ยังไม่เข้าใจว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปฯ จะมีความเกี่ยวพันอย่างไรกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีอำนาจหน้าที่อย่างไร โดยเฉพาะเวลาสถานการณ์การบริหารประเทศอยู่ในยามปกติ หรือจะมีอำนาจเหมือนกับพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนหรือรัสเซียที่ใหญ่กว่า ครม. เพราะตามโครงสร้างระบอบประชาธิปไตยเดิม ครม.จะมีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ ตรงนี้ต้องชี้แจงให้สังคมไทยและสังคมโลกเข้าใจ ว่าเราจะมีแนวทางการปกครองของเราว่าอยู่ในระบอบใด

“สิ่งที่เป็นห่วงคือ ถ้ามีการใช้อำนาจจากคณะกรรมการดังกล่าวแล้วไปกระแทกกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแปลว่าอย่างไร ในที่สุดแล้วแทนที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปฯ จะเข้ามาแก้วิกฤตแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่ในทางกลับกันอาจจะก่อให้เกิดทั้งความแปลกแยกและแตกแยกขึ้นมาอีกก็เป็นได้”

วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย สะท้อนความเห็นว่า เป็นอำนาจที่สร้างขึ้นมาครอบงำรัฐบาล เข้าใจว่านำมาจากรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสมาตรา 16 ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีที่มาจากประชาชนได้ใช้อำนาจพิเศษเพื่อปกป้องประชาธิปไตยที่เป็นอำนาจของประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับให้คนกลุ่มหนึ่งมาใช้อำนาจพิเศษเหนือรัฐบาลที่มาจากประชาชน จากการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น มีม็อบป่วนเมือง นั่นคือม็อบทำผิดไม่ใช่รัฐบาลผิด แล้วจะให้คณะกรรมการดังกล่าวมาใช้อำนาจสั่งหยุดรัฐบาลทำหน้าที่ วิธีคิดแบบนี้ผิดเพี้ยน แทนที่จะปกป้องอำนาจประชาชนกลับไปคุ้มครองโจร เป็นวิธีการสืบทอดอำนาจ ไม่เคารพประชาชน คิดจะอยู่กันอีก 5 ปี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท