
"มาร์ค"เตือนรัฐบาลอย่ากลัวประชานิยม
“อภิสิทธิ์” ไม่แน่ใจปรับครม.เศรษฐกิจแล้วจะดีหากไม่เปลี่ยนแนวคิด ชี้สถานการณ์อยู่ในจุดที่รัฐบาลควรออกมาตรการกระตุ้น เตือนอย่ากลัวประชานิยมแค่อย่าทำจนเวอร์เหมือนจำนำข้าว
“อภิสิทธิ์” ไม่แน่ใจปรับครม.เศรษฐกิจแล้วจะดีหากไม่เปลี่ยนแนวคิด ชี้สถานการณ์อยู่ในจุดที่รัฐบาลควรออกมาตรการกระตุ้น เตือนอย่ากลัวประชานิยมแค่อย่าทำจนเวอร์เหมือนจำนำข้าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์พิเศษผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาลว่า สำหรับกระแสการปรับคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะฝ่ายเศรษฐกิจในขณะนี้นั้นไม่แน่ใจว่าถ้าเปลี่ยนคนแต่แนวคิดไม่เปลี่ยนก็ไม่แน่ใจว่าได้ประโยชน์แค่ไหน เพียงแต่ขณะนี้เมื่อตัวบุคคลถูกวิจารณ์ก็ไปบั่นทอนความน่าเชื่อถือ เชื่อมั่น ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องมีอะไรที่พลิกให้เห็นว่ารัฐบาลได้ตอบสนองต่อเสียงท้วงติงหรือคัดค้านขึ้นมา
ทั้งนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันถือว่ามีเหตุผลเพียงพอที่รัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคนที่ไม่มีกำลังซื้อขณะนี้คือตลาดระดับล่างส่วนตลาดระดับบนไม่มีปัญหา ซึ่งกำลังซื้อในภาพรวมที่ลดลดนั้นเป็นผลจากการ สิ้นสุดของนโยบายประชานิยม โครงการรถคันแรก และโครงการรับจำนำข้าว และเงินเฟ้อที่ติดลบติดต่อกันขณะนี้ในทางเทคนิคนับเป็นภาวะการเข้าสู่เงินฝืด และยังมีปัญหาการส่งออก
อย่างไรก็ตาม แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องไม่อยู่ในรูปแบบเก่าคือขับเคลื่อนโดยการลงทุนของรัฐหรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งส่วนนั้นต้องทำอยู่แล้วเพราะเป็นเรื่องระยะยาวของประเทศ แต่ก็เป็นการกระตุ้นที่ใช้เวลานานและเงินไม่ได้ลงตรงสู่ชาวบ้าน แม้แต่โครงการขุดบ่อทำถนนเงินก็ไปอยู่กับผู้รับเหมาและพวกนี้ก็ใช้เครื่องมือเป็นหลักไม่ได้จ้างแรงงานคน โดยการกระตุ้นจะต้องมุ่งไปที่กลุ่มเกษตรกรที่ตอนนี้ไม่มีหลักประกันอะไรเป็นหลัก เอาเงินใส่มือแล้วให้จ่ายจะได้ผลที่สุด ส่วนมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริม สร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนภายใต้งบประมาณ 6,541 ล้านบาท ที่รัฐบาลเพิ่งอนุมัติออกมาโดยให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำเนินการเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีเพียงแต่มาตรการนี้ออกมาช้าเกินไป
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลอาจระแวงกับคำว่าประชานิยมจึงไม่มีการกระตุ้นบริโภคทั้งๆ ที่มีความจำเป็น เช่นกรณีของภัยแล้งก็ให้ความช่วยเหลือได้เลยให้เงินลงไปเร็วที่สุด มองว่าการแจกหรือประชานิยมสามารถทำได้เพียงแต่อย่าทำจนเวอร์เท่านั้น อย่างกรณีจำนำข้าว 15,000 บาทต่อตันนั้นถือว่าเวอร์ไป
ทั้งนี้ ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็เคยทำโครงการแจกเช็คเงินสด ให้ประชาชน ผู้มีรายได้น้อยคนละ 2,000 บาท นโยบายนี้ ออกมา สามารถหยุดการทรุดลงของเศรษฐกิจได้ทันที ก็แม้จะไม่ใช่นโยบายที่ดีสมบูรณ์ แต่เป็นนโยบายที่แก้ปัญหาในขณะนั้นได้ และในหลายประเทศก็ทำเช่น ไต้หวันก็ทำแบบนี้ และสามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็ว
“เข้าใจว่ารัฐบาลกลัวว่าประชานิยมจะเป็นภัย เหมือนในโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ซึ่งแบบนั้นต้องไม่ทำ แต่ไม่ใช่ไม่ช่วยเหลือเกษตรกร ในมุมมองของผมที่เคยทำโครงการประกันรายได้ให้เกษตรกรโดยใช้งบประมาณปีละ 50,000-60,000 ล้านบาท เทียบกับงบประมาณโดยรวมแต่ละปีประมาณ 2 ล้านล้าน ผมมองว่า 6 หมื่นล้านก็เหมือนสวัสดิการของเกษตรกร และถ้าถามต่อไปว่าปฏิเสธประชานิยมแล้วฐานะการคลังของประเทศในขณะนี้ดีขึ้นหรือไม่ กลับพบว่านอกจากเงินไม่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วยังขาดดุลงบประมาณมากกว่าเดิมด้วย จึงอยากให้รัฐบาลหันมามองตรงนี้่ด้วย"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่รัฐบาลพยายามออกกฎหมายเช่นภาษีมรดกและการให้ หรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาจไม่เพียงพอจะลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากปัจจุบันมีคนจำนวนมากขึ้นที่สร้างความร่ำรวยด้วยการเก็งกำไร เช่น การเก็งกำไรในตลาดหุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการสร้างความมั่งคั่งจากกิจกรรมประเภทนี้ไม่ได้เกิดผลดีต่อระบบเศรษฐกิจได้เหมือนกับการลงทุนจริงในการก่อตั้งกิจการ ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานและการผลิตมากกว่า ดังนั้นในหลายประเทศจึงเริ่มมีการศึกษาการเก็บภาษีจากตลาดเงินตลาดทุนเพื่อนำรายได้ที่เกิดจากการเก็งกำไรมาใช้ในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนจนกับคนรวยซึ่งมองว่าประเทศไทยก็ควรมีการศึกษาเรื่องนี้เช่นกัน
“การทำให้การปฏิรูปสำเร็จคือต้องทำให้เรื่องนั้นๆเป็นเรื่องที่คนในสังคมเอาด้วย พร้อมที่จะสนับสนุนให้เกิดขึ้นไม่ใช่การออกกฎหมายหรือตั้งองค์กรขึ้นมาควบคุมบังคับการปฏิรูป เพราะหากคนในสังคมขานรับในประเด็นใดพรรคการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็ต้องทำต่อเพราะเท่ากับว่าเป็นสัญญาประชาคมที่ต้องปฏิบัติตาม”อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจรัฐบาลควรส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจนั้นมีเป้าหมายอย่างไร เนื่องจากแนวทางการจัดตั้งซุเปอร์โฮลดิ้ขึ้นมาเป็นหน่วยงานกลางในการดูแลรัฐวิสาหกิจ สังคมก็ยังมีคำถามตามมาหลายข้อ เช่น เหตุใดซุปเปอร์โฮลดิ้งจึงรวมเฉพาะบางรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจดทะเบียนเข้ามาเท่านั้น และรัฐวิสาหกิจจะยังสามารถเป็นเครื่องมือของรัฐในการบริหารนโยบายต่างๆหรือไม่ หรือรัฐบาลกำลังส่งสัญญาณว่ารัฐวิสาหกิจจะต้องทำกำไรสูงสุดเพื่อนำส่งรายได้เข้ารัฐแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งหากมีเป้าหมายเช่นนั้นก็ควรส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทเอกชนมากกว่า
ด้านนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งอาจเป็นสามารถเป็นนโยบายที่ผลักดันประเทศให้มีรายได้เพิ่มขึ้นได้ แต่แนวทางที่จะผลักดันให้นโยบายนี้สำเร็จได้ก็คือการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด เพราะเอกชนมีองค์ความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลต้องการมุมมองจากภาคเอกชน ไม่สามารถออกแบบนโยบายที่เหมือนกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นโรงงาน หรือการจัดการเกษตรได้เพราะรูปแบบของเศรษฐกิจแตกต่างกัน ส่วนการเร่งรัดออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะต้องสามารถสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนในธุรกิจนี้ได้ว่ากฎหมายจะช่วยสร้างความมั่นใจ เช่น การสร้างความมั่นใจว่าการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จะมีความปลอดภัย







