
จีนลุยศึกค่าเงิน หั่นหยวนสะเทือนทั้งโลก
ต้องถือเป็นการขยับนโยบายเชิงรุกครั้งใหญ่ทีเดียว
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ต้องถือเป็นการขยับนโยบายเชิงรุกครั้งใหญ่ทีเดียว สำหรับกรณีการปรับอัตราแลกเปลี่ยนกลางของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ส่งผลให้สกุลเงินหยวนของจีนอ่อนลงอย่างรุนแรงถึง 1.9% เลย ซึ่งถือเป็นการดิ่งภายในวันเดียวมากที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ
ถึงแม้พีบีโอซีจะระบุผ่านแถลงการณ์ว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นเพื่อปรับอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินหยวนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วการตัดสินใจของพีบีโอซีมีความสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาของจีนอย่างมาก
ก่อนหน้าการลดค่าเงินของพีบีโอซี จีนเพิ่งประกาศตัวเลขการนำเข้าส่งออกซึ่งน่าผิดหวังอย่างยิ่ง โดยมูลค่าการส่งออกจีนเดือน ก.ค. ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 8.3% ฉุดมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือน มิ.ย.
การตัดสินใจของพีบีโอซีส่งผลให้สกุลเงินหยวนที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 6.12 หยวน/เหรียญสหรัฐ ดิ่งลงมาอยู่ที่ราว 6.22 หยวน/เหรียญสหรัฐ โดยทันที จึงถือเป็นการส่งเสริมผู้ส่งออกในจีนให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการกระตุ้นเงินเฟ้อภายในประเทศ ซึ่งเคลื่อนไหวในระดับ 1.6% อีกด้วย ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับที่พีบีโอซีตั้งเป้าไว้ที่ 4% โดยการลดค่าเงินจะส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าดูมีราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันซึ่งถือเป็นพื้นฐานการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เมื่อราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นจะช่วยลดแรงกดดันจากภาวะเงินฝืด
นับเป็นการฉายภาพว่า จีนกำลังพยายามลดค่าเงินหยวนเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ หรือหากพูดให้ชัดเจนคือ จีนกำลังถลำลึกเข้าสู่สงครามค่าเงิน ซึ่งกำลังจะกลายเป็นการจุดชนวนให้ดีกรีการแข่งขันหั่นอัตราแลกเปลี่ยนทวีความเข้มข้นมากขึ้น
ต้องเล่าย้อนก่อนว่า สภาพเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันส่งผลให้การบริโภคชะลอตัวไปได้ กรณีดังกล่าวจึงกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การส่งออกที่ถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลายประเทศอยู่ในสภาพซบเซา และกลายเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางหลายประเทศตัดสินใจดำเนินนโยบายลดค่าเงินเพื่อส่งเสริมการส่งออก
ไม่เพียงเท่านี้ บรรดาประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วก็หันมาใช้นโยบายลดค่าเงินเช่นกัน ทำให้สินค้านำเข้าแพงเพื่อลดการนำเข้าและกระตุ้นให้ประชาชนสนับสนุนการบริโภคสินค้าภายในประเทศ
ปัญหาที่ตามมาคือ ความกดดันจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีมูลค่าอ้างอิงกลาง การจะปรับอัตราแลกเปลี่ยนต้องอ้างอิงกับสกุลเงินอื่นเสมอ
ดังนั้นเมื่อเกิดการลดค่าเงินใด อีกสกุลเงินหนึ่งจะแข็งค่าขึ้นทันที ส่งผลให้ธนาคารกลางซึ่งดูแลสกุลเงินที่แข็งค่าขึ้นต้องงัดมาตรการมาใช้เพื่อกดให้ค่าเงินอ่อนลง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงกระจายในวงกว้าง มีธนาคารกลางหลายแห่งที่หันมาแทรกแซงให้ค่าเงินอ่อนตัว ซึ่งเรียกว่า “สงครามค่าเงิน” นั่นเอง
สงครามค่าเงินในครั้งนี้ มีธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เป็นตัวจุดชนวนด้วยการประกาศใช้นโยบายซื้อพันธบัตรของรัฐบาลกลุ่มประเทศสมาชิกยูโรโซน ส่งผลให้สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว และต่อมา
สกุลเงินที่มีความใกล้ชิดกับยูโรต้องเข้ามาแทรกแซงค่าเงินในที่สุด และกระจายในวงกว้างจะเป็นสงครามค่าเงินในระดับโลก ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็ววันนี้
การลดค่าเงินทำให้เงินมีแรงกระเพื่อมเป็นลูกโซ่และกระทบจนถึงจีนในที่สุด โดยช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่มหกรรมหั่นค่าเงินกำลังเข้มข้น ปรากฏว่าค่าเงินจีนแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ราว 6.1 หยวน/เหรียญสหรัฐ และแทบไม่อ่อนค่าลงเลย
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วงครึ่งปีแรกทางการจีนงัดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินออกมาใช้หลายครั้งเช่นกัน ทั้งการปรับลดดอกเบี้ย การปรับลดสัดส่วนเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) และอัดฉีดเงินให้ธนาคารพาณิชย์โดยตรง ทว่ารัฐบาลจีนก็ระมัดระวังอย่างมากที่จะไม่ให้สกุลเงินหยวนผันผวนเกินไป
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะรัฐบาลจีนกำลังผลักดันให้สกุลเงินหยวนเป็นหนึ่งในสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศตามการรับรองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รัฐบาลจีนจึงต้องพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าสกุลเงินหยวนมีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้รัฐบาลจีนจะพยายามขนาดไหน แต่ไอเอ็มเอฟกลับส่งสัญญาณว่าอาจจะยังไม่พิจารณาเงินหยวนเป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศในปีนี้ และอาจจะต้องเลื่อนวาระดังกล่าวไปจนถึงเดือน ก.ย. 2016
ทั้งๆ ที่สกุลเงินหยวนเป็นหนึ่งสกุลเงินที่มีผู้ใช้ทำธุรกรรมมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก แต่สถานะของเงินหยวนกลับไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมากเท่ากับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ปอนด์ หรือเยนของญี่ปุ่น
ด้านบลูมเบิร์กและสื่ออีกหลายสำนัก ระบุตรงกันว่า จีนจำเป็นต้องปฏิรูปตลาดการเงินให้มีความเสรีมากขึ้น เช่น การเปิดกว้างและลดการแทรกแซงตลาดทุน รวมถึงการผ่อนคลายการควบคุมเงินหยวน
กรณีดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่ทำให้พีบีโอซีตัดสินใจปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนกลาง นอกจากจะเพื่อการกระตุ้นการส่งออกแล้ว ยังมีขึ้นเพื่อผ่อนคลายการควบคุมเงินหยวนให้อัตราแลกเปลี่ยนมีเสรีในการเคลื่อนไหวมากขึ้น เพื่อผลักดันให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศในที่สุด
ทั้งนี้ สกุลเงินหยวนเป็นหนึ่งในสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศ ถือเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญสำหรับการผลักดันบทบาทของจีนในเวทีโลกเป็น 1 ใน 3 ของนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งการก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) และการฟื้นฟูเส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเล
นโยบายดังกล่าวมีความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีน จากการพึ่งพาการส่งออกหันมาเน้นการบริโภคภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการลดค่าเงินในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัด
ที่สำคัญว่า จีนยังไม่พร้อมสำหรับการหันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศอย่างเต็มตัว และยังคงเรียกได้เต็มปากว่าจีนเป็นประเทศพึ่งพาการส่งออก
ถึงกระนั้นจีนยังคงความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์หนึ่งแห่งเอเชีย และเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของหลายประเทศ เมื่อจีนขยับจึงไม่แปลกที่โลกจะสะเทือนไปด้วย
ทั้งนี้ จีนถือเป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก การที่จีนลดค่าเงินหยวนเช่นนี้ ย่อมทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในสายผู้นำเข้าจีนย่อมปรับตัวแพงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ไปจีน จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่สัดส่วนจะลดลงในอนาคต
ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ดิ่งตัวอย่างรุนแรงในวันเดียวกับการประกาศลดค่าเงินของพีบีโอซี กรณีดังกล่าวยืนยันได้จากดัชนีติดตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของบลูมเบิร์ก ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวของราคาวัตถุดิบ 22 อย่างด้วยกัน โดยดัชนีดังกล่าวปรับลดลงถึง 0.8% เมื่อวานนี้ หลังจากการประกาศของพีบีโอซี
เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบทั้งเวสต์เทกซัสและเบรนต์ทะเลเหนือ รวมถึงราคาทองที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นในช่วงเช้า แต่หลังจากประกาศของพีบีโอซีราคาก็กลับขยับลง
ฮองซุงกี่ นักวิเคราะห์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของบริษัท ซัมซุงฟิวเจอร์ แสดงความเห็นว่า ความพยายามของรัฐบาลจีนในการลดค่าเงินหยวน ส่งผลต่อการนำเข้าของจีนมากกว่าการส่งออกเสียอีก โดยความต้องการสินค้านำเข้าในจีนจะปรับตัวลดลงในระยะสั้น และส่งผลให้เกิดสภาพสินค้าล้นตลาดในที่สุด
การตัดสินใจของพีบีโอซีในครั้งนี้ จึงไม่ได้สำคัญกับสภาพเศรษฐกิจของจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจของทั้งโลกเลยทีเดียว แม้กรณีดังกล่าวจะถือเป็นผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน แต่สำหรับเศรษฐกิจของทั้งโลก การกระโดดเข้าร่วมสงครามค่าเงินนี้ถือเป็นฝันร้ายเลยทีเดียว







